วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เรื่องเล่าขนหัวลุก กับเรื่องผีในมหาวิทยาลัย 11 แห่ง จากกระทู้ใน Pantip.com ตอนที่ 4

4. มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
   ผีที่มหาวิทยาลัยนี้ส่วนใหญ่จะไปสุมหัวอยู่ตามลิฟต์ตึกต่าง ๆ ครับ มีตึกไหนบ้างไปดูกันเลย

   - หน้าตึก 5 
      เห็นแม่บ้านเล่าให้ฟังว่าเคยมีแฟนกันทะเลาะกัน แล้วโดดตึกลงมาฆ่าตัวตาย จากนั้นดึก ๆ แม่บ้านจะเห็นกองเลือดกองอยู่ตรงบริเวณที่เค้าโดดเกือบทุกคืน

   - ลิฟต์แม่บ้าน 
      เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น้องผมโดนมากับตัวครับ เธอเป็นสาวประเภทสองชื่อน้องน้ำ คือที่ตึกนิเทศฯ จะมีลิฟต์ตัวที่แม่บ้านใช้ทำงานอยู่ครับ เป็นลิฟต์ที่สีสันโดดเด่นมาก (สีม่วงเหลือง) เด็กหลาย ๆ คนก็จะรู้จักกันในนามลิฟต์แม่บ้าน วันนั้นน้องน้ำก็ไปเรียนตามปกติครับ กลางวันแดดเปรี้ยง ๆ เลย ก็ขึ้นลิฟต์แม่บ้านไปพร้อมกดชั้น 5 แต่ลิฟต์ดันไปเปิดที่ชั้น 3 ทั้ง ๆ ที่ลิฟต์ตัวนี้ไม่มีให้ปุ่มกดออกที่ชั้น 3 นะครับ พอเปิดชั้น 3 น้องน้ำก็ได้ยินเสียงผู้ชายพูดว่า "รอด้วย" น้ำชะโงกหน้าออกไปดูก็ไม่เห็นเงาใครแม้แต่คนเดียว (ถึงตรงนี้น้ำชักเริ่มเสียวสันหลังละ)

      ลิฟต์ก็ขึ้นต่อไปยังชั้น 5 ครับ ระหว่างที่อยู่ในลิฟต์ น้ำก็เล่าว่าไม่รู้หลอนเพราะกลัวหรือเปล่า แต่รู้สึกเหมือนมีลมหายใจมารดที่ต้นคอตลอดเวลา ในที่สุดก็ถึงชั้น 5 พอลิฟต์เปิดน้ำก็สาวเท้าออกมาโดยไว จังหวะที่ลิฟต์กำลังจะปิดนั้นเอง ที่น้ำได้ยินเสียงผู้ชายคนเดิมอีกครั้งว่า "ทำไมไม่รอ... ทำไมไม่รอ..."

   - โรงพยาบาลเก่า 
      นักศึกษาที่นี่มีหลายคนนะครับ ที่เข้าใจผิดคิดว่าตึก 3 คือโรงพยาบาลเก่า จริง ๆ ไม่ใช่ตึก 3 ครับ เป็นตึก 2 ต่างหาก และที่มีคนสนใจกันเยอะก็เพราะลิฟต์ของตึกนี้นี่ละครับ ซึ่งถ้าเป็นตามเรื่องเล่าที่ว่าตึก 2 คือโรงพยาบาลเก่า ก็แปลว่าลิฟต์ตึกนี้ (ก่อนจะมาเป็นตึกเรียน) ต้องเคยผ่านการขนย้ายคนเจ็บมามากมาย และแน่นอนหลายครั้งต้องมีคนตายรวมอยู่ในจำนวนผู้ป่วยทั้งหลายที่เคยโดยสารลิฟต์ตัวนี้ และจากที่ผมไปลองมา ก็มีความน่าจะเป็นที่เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงอยู่มากเลยครับ เพราะลิฟต์ตึก 2 มีขนาดที่กว้างและใหญ่โตมาก กว้างแบบที่ลิฟต์ตามโรงพยาบาลเป็นกัน เพราะต้องมีขนาดกว้างไว้รับรองเตียงผู้ป่วยได้นั่นเอง

   - พี่จุก  
      พี่จุกอีกแล้วนะครับ (คือต้องเข้าใจก่อนว่าอะไรที่เป็นรูปร่างแบบกุมารเด็กสมัยก่อนที่ไว้ผมจุก คนไทยเราจะเหมาเรียกรวมเหมือนกันว่าพี่จุกหมด) พี่จุกของที่นี่เค้าอยู่ที่ศูนย์วัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยครับ ลักษณะจะเป็นรูปปั้นเด็กไทยไว้ผมจุกโบราณ เล่นตีวงล้ออยู่เห็นได้เด่นชัด (ตีวงล้อจะเป็นประมาณของเล่นเด็กไทยสมัยก่อนครับ เป็นวงล้ออันใหญ่ ๆ แล้วเด็กก็จะเอาไม้ตีให้มันวิ่งไปข้างหน้าเรื่อย ๆ) เล่ากันว่าหากมาเดินคนเดียวดึก ๆ บริเวณนี้ บางทีอาจจะได้เห็นพี่จุกกระโดดลงมาจากแท่นปั้น แล้วมาชวนเราตีวงล้อเล่นกับเค้า (ถ้าเจอเค้าชวนต้องเล่นนะครับ ไม่งั้นงานงอกแน่ ๆ)

   - ตึกลานจอดรถ 
      ที่ตึกลานจอดรถ มีคนเคยเจอผู้ชายยืนลอยอยู่แค่ครึ่งตัว

   - จูงหมาเดินเล่น 
      ภายในมหาวิทยาลัย บางคืนจะมีคนพบเห็นอดีตเจ้าของมหาวิทยาลัยที่ท่านได้เสียไปแล้ว พาสุนัขของท่านมาจูงเดินเล่น อาจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกกับนักศึกษาไว้ว่า ถ้าเห็นเข้าก็อย่าไปตกอกตกใจอะไร ท่านเป็นเจ้าของที่นี่ ไม่มีอันตรายใด ๆ เค้าปกป้องคุ้มครองพวกเราอยู่

   - พี่สาว 
      เรื่องนี้เป็นเรื่องที่โหดสุดของที่นี่แล้วครับ ถึงขนาดเด็กพูดกันว่า "ไม่ต้องรอกลางคืนหรอกพี่ แค่กลางวันก็ไม่กล้าเดินผ่านแล้ว" จุดปะทะของเรื่องนี้จะอยู่ที่ห้องชมรมดนตรีไทยครับ (แต่เห็นว่าทุกวันนี้มีแบ่งพื้นที่ให้ดนตรีสากลด้วย) ลักษณะของห้องชมรมจะเป็นคล้าย ๆ ตึกห้องแถวครับ อยู่ถัดจากสนามบาสมาไม่ไกลนัก บริเวณห้องชมรมจะมีซอกอยู่ซอกหนึ่ง เป็นซอกเล็ก ๆ ที่มีต้นไม้ใหญ่รกครึ้ม (เพราะแบบนี้รึเปล่าไม่รู้ที่ทำให้บรรยากาศในซอกนั้นอึดอัดโคตร) ตำนานเรื่องนี้เล่ากันไว้ว่า บริเวณตรงนั้นจะมีวิญญาณผู้หญิงอยู่คนหนึ่งครับ เด็กที่นั่นจะเรียกผู้หญิงคนนี้ว่าพี่สาว ไม่มีใครทราบประวัติที่มา ว่าเธอเป็นใคร มาจากไหน รู้แต่ว่าเข้าเรียนมาก็มีตำนานเรื่องนี้อยู่แล้ว กฎเหล็กของเรื่องนี้ก็คือ ถ้าอยู่ในซอกที่ว่าห้ามเล่าถึง เอ่ยถึงใด ๆ เกี่ยวกับพี่สาวเด็ดขาดไม่งั้นจะเจอ

      คืนที่ผมไปลองก็ไปกันประมาณ 4 คนครับ (ขอไปเยอะหน่อย ยอมรับว่าเสียว) บรรยากาศตอนกลางวันว่าอึดอัดแล้ว เทียบไม่ได้เลยกับตอนกลางคืน สองข้างทางระเกะระกะไปด้วยป้ายไม้โฆษณาของชมรมนั้นชมรมนี้ แล้วต้นไม้ใหญ่ก็หลายต้นเหลือเกินทางฝั่งขวา ซอกที่ว่านี้จริง ๆ มันนิดเดียวนะครับ แต่ตอนไปลองนี่รู้สึกว่าไกลมาก ก็เล่าเรื่องของพี่สาวกันในซอกครับ เล่าไปขนลุกไปแต่ก็ไม่มีอะไร จนออกมาตั้งหลักจากบริเวณดังกล่าว เพื่อนผมสองคนก็มาบอกว่า ได้ยินเสียงขิมจากในห้องชมรม (ขิมคือเครื่องดนตรีไทยชนิดหนึ่งครับ)

      เรื่องนี้มันยังไม่จบแค่ตรงนี้ครับ (ที่จะเล่าต่อไปนี้จะฟังดูงมงายหน่อยนะครับ ขนาดผมเป็นคนเล่าเองยังรู้สึกนิด ๆ แต่มันก็เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นน่ะ ขอเล่าไปตามข้อเท็จจริงละกัน) ยังจำตอนต้นกระทู้ได้ไหมครับ ที่ผมพูดถึงผู้มีสัมผัสทางวิญญาณท่านหนึ่ง คนคนนี้ไม่ใช่ไก่กานะครับ เอาเป็นว่าถ้าบอกชื่อไป ในวงการคนเห็นผีด้วยกันนี่ไม่มีใครไม่รู้จัก ถึงขั้นเค้าเคยบอกว่า เคยมียักษ์ใหญ่ในวงการบันเทิงมาเชิญไปเป็นผู้เชี่ยวชาญในรายการ แต่เค้ารู้สึกว่าถ้าไปออกทีวี ไปทำอะไรแบบนั้น มันไม่ใช่การช่วยแล้ว (เค้าใช้คำว่าช่วยในการแก้ปัญหาเรื่องผีต่าง ๆ ครับ ไม่ได้ช่วยแค่คนนะครับ เค้าหมายถึงช่วยผีด้วยในบางครั้ง) มาต่อที่เรื่องของผมครับ คือเวลาผ่านไปสักพัก ผมกับเพื่อนไปลองของตามมหาวิทยาลัยนั้นมหาวิทยาลัยนี้มาก็เยอะ ชักอยากรู้ว่า "มีอะไรตามกูกลับมามั่งไหมเนี่ย" ก็เลยไปขอให้พี่เค้าดูให้ครับ ขอข้ามขั้นตอนวิธีการดูไปละกันนะครับ มีโอกาสจะมาเล่าให้ฟัง

      พี่เค้าก็ทักผมมาครับ ว่ามีเด็กเกาะอยู่ที่ขาขวาตัวนึง พี่เค้าถามผมว่าหลัง ๆ มีอารมณ์อยากกินช็อกโกแลตบ้างไหม ถ้าอยากกินเมื่อไหร่แปลว่าเด็กคนนี้เค้าอยากกินแล้วเค้าดลใจให้เราอยากด้วย กรณีไอ้เด็กนี่ไม่ค่อยเดือดครับ มันเดือดตรงตัวที่เกาะหลังผม พี่คนนี้บอกว่ามีนักศึกษาคนหนึ่งเกาะหลังผมอยู่ครับ ผมก็ถามว่าเค้ามาจากไหน พี่เค้าทำหน้าเครียดสักพักก็บอกว่า สถานที่เป็นตรอกเล็กๆ มีต้นไม้รกครึ้ม (!!!!) ไม่ต้องสืบเลยครับ ลักษณะแบบนี้เคยไปมาที่เดียว ผมก็ถามว่าเค้าตามมาทำไม พี่เค้าบอกเค้าตามมาเพราะเราไปว่าเค้า ว่าคิดยังไงมาตายตรงนี้วะ (จริง ๆ ไอ้ผมก็จำไม่ได้หรอกครับ ว่าคืนนั้นปากหมาพูดะไรไปบ้าง) สุดท้ายผมก็ถามว่าแล้วต้องทำยังไง พี่เค้าบอกว่าผู้หญิงคนนี้เค้าเสียชีวิตเพราะผิดหวังเรื่องความรัก วิธีขอโทษเค้าก็เลยต้องนำดอกกุหลาบไปใส่บาตรทุกเช้า วันละ 1 ดอก สามวัน ขอย้ำอีกทีนะครับ ว่าผมไม่เชื่อเรื่องผี เอาจริง ๆ เดินสายลบหลู่เลยแหละ แต่เชื่อไหมครับ ต่อให้ไม่เชื่อ พอโดนทักเข้าแบบนี้มันก็หวั่น ๆ ครับ ผมเลยมีโอกาสได้ตื่นเช้าเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสิบปี ไปเอาดอกกุหลาบรอใส่บาตรพระ 3 เช้าติดเลย 
 
      ส่วนกรณีเพื่อนผมอีกคนที่โดนทัก (ไอ้นี่ก็ไปกับผมแทบทุกที่เหมือนกัน) เพื่อนผมหนักกว่าผมเยอะครับ ไปโดนนางไม้ชุดไทยสองคนตามกลับมาจากจุฬาฯ เป็นพี่น้องกันเกาะบ่าซ้ายบ่าขวาเลย มีโอกาสยังไงเมื่อไหร่ จะมาเขียนเล่าเรื่องนี้ให้ฟังนะครับ 

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เรื่องเล่าขนหัวลุก กับเรื่องผีในมหาวิทยาลัย 11 แห่ง จากกระทู้ใน Pantip.com ตอนที่ 3

3. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
    ตัวผมเองไปลองของมานี่แทบจะพูดได้ว่าเกือบทุกมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ แล้วครับ ด้วยความเป็นคนไม่เชื่อเรื่องผีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่นั่นที่นี่เค้าว่าเฮี้ยน เค้าว่าเดือด ไปลองทำตามมาทุกอย่าง ไม่เคยเจออะไร จะมีก็ที่สวนสุนันทานี่ล่ะครับ ที่รู้สึกว่าใกล้เคียงกับการโดนผีหลอกมากที่สุด โหดไม่โหด ก็น้องคนหนึ่งของผมที่เรียนที่นั่นมันบอกผมว่า "เป็นลูกพระนางต้องทำใจพี่ กลัวผีไหม ก็กลัว แต่มันเคยชิน มันอยู่กับอย่างนี้มาตลอด"ประวัติคร่าว ๆ ของที่นี่ พอได้ฟังก็ไม่น่าแปลกใจที่เฮี้ยนครับ ที่นี่ก่อนจะมาเป็นมหาวิทยาลัย เดิมเคยเป็นวังเก่าของ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ซึ่งเป็นพระอัครมเหสีพระองค์แรกของรัชกาลที่ 5 เด็กนักศึกษาที่นี่ส่วนมากจะเรียกตัวเองว่า "ลูกพระนาง" ครับ คำว่าพระนางในที่นี้ ก็หมายถึง สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี นั่นเอง เริ่มที่เรื่องแรกกันเลย...

    - ใต้ดินตึกศิลปกรรม
      ว่ากันว่าที่ชั้น G ตึกศิลปกรรม หรือก็คือชั้นใต้ดินนั่นเอง ในสมัยยังเป็นวังนั้นที่ตรงนี้เป็นคุกเก่า (ตอนที่ผมไปบอกเลยว่าน่ากลัวมาก ช่วงตีนบันไดก็ยังพอมีไฟฟ้าอยู่บ้าง แต่พอเดินไปลึก ๆ นี่มืดตื๋อเลย ตามสองข้างทางก็จะเป็นห้องเรียน ลองมองส่องเข้าไปห้องนึง ป๊ะเข้ากับหุ่นเขียนแบบ หัวใจเกือบวาย) ดึก ๆ เห็นว่ายามจะได้ยินเสียงโซ่ตลอด (น่าจะเป็นโซ่ตรวนที่ล่ามขานักโทษ) เด็กจิตรกรรมคนหนึ่งได้เล่าให้ฟังว่า เคยอยู่ดึก ๆ เขียนงานไปดูดบุหรี่ไป ยังเคยเจอแม่ (พระนางสุนันทา) มาเตือนให้เลิกดูดบุหรี่ จนสุดท้ายทุกวันนี้ไม่มียามกล้าอยู่เฝ้าชั้นใต้ดินตอนดึก ๆ เลยแม้แต่คนเดียว

    - ห้องแกรนด์เปียโน 
      เรื่องเกิดจากเด็กนาฏศิลป์กลุ่มหนึ่งได้ขึ้นมาทำกิจกรรมในห้องแกรนด์เปียโน แล้วเหมือนว่าไม่ได้มีการบอกกล่าวหรือไหว้ขอนุญาตใด ๆ ในห้องนี้ก่อน (มหาวิทยาลัยนี้ ทุกห้องทุกตึกจะมีบรมครูอยู่ทุก ๆ ที่) นักศึกษาหญิงคนนึงในกลุ่มที่เป็นคนมีเซ้นส์อยู่ดี ๆ ก็เกิดชัก อารมณ์ประมาณว่าของเข้า ขณะที่ทุกคนกำลังพยายามช่วยเพื่อนที่โดนของเข้าอยู่นั้นเอง ก็มีนักศึกษาหญิงอีกคนเห็นเงาผู้ชายแก่ ๆ ยืนอยู่ข้าง ๆ เปียโนในห้อง

    - พี่จุก 
      ที่ห้องดนตรีไทยของมหาวิทยาลัย อะไรก็ตามที่เป็นไทย ๆ จะถูกรวบรวมนำมาเก็บไว้ในห้องนี้ โดยของบางอย่างในห้อง ว่ากันว่าเก่าแก่ขนาดตกทอดมาตั้งแต่สมัยยังเป็นตำหนักเลยทีเดียว ในห้องจะมีกุมารทองอยู่ 2 ตน สีแดงกับสีชมพู สีแดงคือพี่จุก สีชมพูคือเพื่อนเค้า ครั้งหนึ่งระหว่างการรับน้องของคณะ เด็กปี 1 คนหนึ่งเกิดกรี๊ดสนั่นขึ้นมา ก่อนจะตะโกนว่า "กูจะเอาไปด้วย กูจะเอาไปด้วย" มารู้ตอนหลังว่าเป็นพี่จุกที่ไปเข้าสิง เค้าโกรธที่ย้ายห้องดนตรีขึ้นมาบนตึกแล้วไม่เอาเค้าขึ้นไปด้วย เค้าเหงา

    - ครูฮอน
       ชั้น 4 ตึกศิลปกรรม เป็นชั้นของศิลปะการแสดง ประกอบไปด้วยนาฏศิลป์ไทยกับการละครไทย ครูฮอนเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยนี้ เอกนาฏศิลป์ ด้วยความที่รักและผูกพัน ครูฮอนจึงได้กลับมาเป็นอาจารย์สอนที่นี่ ครูฮอนเสียชีวิตไปด้วยโรคปอดติดเชื้อ เรื่องเล่าต่อมา เมื่อประมาณราว ๆ 4 ทุ่ม พี่ยามสองคนก็ได้ขึ้นลิฟต์มาชั้น 4 เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยและไล่เด็กกลับบ้าน มาถึงชั้น 4 ลิฟต์ก็เปิดออก (ปิดไฟมืด เป็นทางเดินยาว ๆ) พี่ยามทั้งสองก็เห็นเป็นเงาคนยืนอยู่ที่สุดฝั่งทางเดินอีกฝั่ง พี่ยามก็ตะโกนบอก "ทำไมยังไม่กลับบ้าน ตึกปิดแล้วครับ"คนที่ยืนอยู่อีกฝั่งก็ไม่ตอบอะไร ยามทั้งสองคนก็เริ่มโมโห เดินเข้าไปหา พอใกล้จะถึงก็ส่องไฟฉายเข้าใส่ พบเป็นผู้ชายยืนอยู่ ยืนแบบปกติเลย ไม่มีเลือดไม่มีอะไร แต่ผู้ชายคนนั้นไม่มีท่อนล่าง ตั้งแต่เอวลงไปไม่มีอะไรเลย แล้วสักพัก ผู้ชายคนนั้นก็รำ ... คาดกันว่า ผู้ชายคนนั้น น่าจะเป็นครูฮอนนั่นเอง

    - เนินพระนาง (ใหม่) 
      เป็นเรื่องเล่าของชมรมเชียร์ลีดเดอร์ครับ น้องเค้าเล่าให้ฟังว่ามีตอนใกล้แข่งที่ต้องอยู่ซ้อมกันดึก ๆ ฝ่ายเต้นก็จะหันหน้าเข้าหาเนินพระนาง หันหลังให้ตึก ระหว่างที่เต้น ๆ อยู่ น้องอีกกลุ่มที่นั่งดูเพื่อนเต้น ก็เห็นที่ตึกฝั่งตรงข้ามมีเงาคนมายืนดูอยู่เต็ม บ้างก็ยืน บ้างก็นั่งห้อยขา

    - เนินพระนาง (เก่า)
        เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมโดนมากับตัวเลยครับ น่าจะเป็นประสบการณ์เฉียดผีที่สุดแล้ว คือผมเนี่ยต่อให้เห็นผีมาปรากฏแลบลิ้นปลิ้นตาต่อหน้าจริง ๆ ยังไม่แน่ใจว่าจะเชื่อว่าโดนผีหลอกเลยครับ เผลอ ๆ ตื่นเช้ามาจะบอกตัวเองด้วยซ้ำว่าแค่ตาฝาด คิดไปเอง (จิตปรุงแต่ง) แต่เรื่องที่ผมไปโดนมาที่สวนสุนันทานั้น บอกได้เลยว่าใกล้เคียงกับคำว่าปาฏิหาริย์เลยล่ะ
       ตอนแรกเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เพื่อนผมโดนมาก่อนครับ น้องมายด์ สตรอว์เบอรี่ชีสเค้ก เธอเรียนนิเทศฯ อยู่ที่มหาวิทยาลัยนี้ ครั้งหนึ่งตอนรับน้องก็ได้ซื้อธูปมา กะจะไปไหว้พระนางกัน ระหว่างเดินในช่องทางเดิน (เนินพระนางเก่าจะอยู่หลังตึกนิเทศฯ ช่องทางเดินที่ว่าจะลอดผ่านตึกนิเทศฯ ไปยังเนินพระนาง เด็กนิเทศฯ จะเรียกหลืบนิเทศฯ) เพื่อนมายด์เค้าก็จุดธูปขึ้นมาลอง 1 ดอก มายด์เป็นคนเหม็นธูปก็เลยโวยวาย ก่อนจะดึงธูปในมือเพื่อนมาปักลงดินที่หน้าเนินพระนาง มายด์เล่าให้ฟังว่าทันทีที่ปักธูปลมพัดแรงมาก พัดแรงปานพายุย่อม ๆ จนเพื่อน ๆ ต้องรีบขอขมาแม่กันยกใหญ่
ผมมีโอกาสได้ไปลองทำเลียนแบบเรื่องนี้มาครับ เวลาประมาณ 4 ทุ่มเกือบ ๆ 5 ทุ่ม จะเจอผีก็ประมาณนี้แหละกำลังดี ยืนหน้าเนินพระนาง จุดธูปขึ้นมา 1 ดอก (จุดธูป 1 ดอกตำราว่าคือการเรียกผี) ก่อนจะปักก็เช็กสภาพลมรอบตัวอย่างดีครับ สงบนิ่งเลย ไม่หือไม่อือใด ๆ ทั้งสิ้น แต่พอปักดินเข้าเท่านั้นละครับ อย่างกับพล็อตหนังสยองขวัญ ลมพัดมาทันที แล้วไม่ใช่แบบค่อย ๆ พัดด้วย มาแบบกระโชกโฮกฮากเลย บอกตั้งแต่ต้นแล้วว่าผมไม่เชื่อเรื่องผีครับ มาเป็นตัวก็ไม่เชื่อ แต่กรณีนี้ยังไงก็ไม่มีทางคิดไปเองได้แน่ ๆ ครับ นี่เข้าข่ายวิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้แบบจะแจ้ง ถึงตรงนี้ทำอะไรไม่ถูกครับ โทรถามเพื่อนเลย เพื่อนผมบอกอย่าดับธูปเด็ดขาด ถ้าดับธูปเหมือนเรียกเค้ามาแล้วไล่เค้ากลับแบบหมูแบบหมา ต้องลาเค้าดี ๆ ก่อน ผมก็ซื้อน้ำแดงซื้อดอกไม้มาขอขมาตามสเต็ป ก่อนรอให้ธูปดับไปเองตามธรรมชาติของมันครับ
ที่เล่ามานี่ไม่ใช่ให้ไปลองของที่เนินพระนางกันนะครับ คือที่มหาวิทยาลัยนี้นี่เค้านับถือแม่กันมาก ไปลองสุ่มสี่สุมห้าอาจจะไม่ได้เจอแค่ผี อาจจะโดนตีนเด็กนักศึกษาที่นั่นเอาได้ 55555 พระนางศักดิ์สิทธิ์มากครับ เด็กที่นี่คนไหนมีคิวจะทำกิจกรรมอะไรเค้าจะมาไหว้แม่ตั้งแต่ตีห้า น้องคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังตอนที่ไปลองปักธูป น้องเค้าบอกเดินมาตอนตีห้ากะมาไหว้แม่ มองขึ้นไปบนเนินเห็นนางรำ รำอยู่ห้าคน ผมก็ถาม เฮ้ย ! เห็นแล้วทำไงต่อ น้องมันบอกก็ยืนดูจนเค้ารำเสร็จ แล้วเค้าก็ค่อย ๆ จางหายไป (แหม่... เป็นกูนี่วิ่งตั้งแต่เห็นละ)

    ข้อสุดท้ายละ ในสวนสุนันทามีหลุมหลบภัยด้วยนะครับ คาดว่าน่าจะสร้างไว้รับมือตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นเอง สุดท้ายก็ขอทิ้งไว้ด้วยประโยคของรุ่นพี่ผมคนหนึ่ง ที่เรียนจบจากที่มหาวิทยาลัยนี้ แกพูดเป็นปรัชญาไว้ตอนแกเมาว่า "คำว่า หลุมหลบภัย คำว่าสงคราม... มันก็ใกล้เคียงกับคำว่าความตาย"

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

กระสือ

ความเชื่อเกี่ยวกับกระสือ
กระสือเป็นผีชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่าสิงสู่อยู่ในตัวของคนเพศหญิงซึ่งโดยมากมักเป็นยายแก่ ชอบรับประทานของสดคาว มักออกหากินกลางคืนและไปแต่หัวกับตับไตไส้พุง ส่วนร่างกายคงทิ้งไว้ที่บ้าน เวลาไปจะเห็นเป็นดวงไฟดวงโตมีแสงสีเขียวเรืองวาม ๆ

ใครคลอดลูกใหม่ กลิ่นสดคาวของเลือดจะชักนำให้ผีกระสือมาและกินตับไตไส้พุงของหญิงที่คลอดลูกหรือของทารกที่คลอดนั้น เหตุนี้ชาวบ้านจึงมักเอาหนามพุทราสะไว้ที่ใต้ถุนเรือนตรงที่มีร่องมีรู เพื่อป้องกันมิให้กระสือเข้ามา เชื่อกันว่ากระสือกลัวหนามเกี่ยวไส้

นอกจากของสดของคาวแล้ว กระสือยังชอบรับประทานของโสโครกเช่นอุจจาระเป็นต้น เมื่อรับประทานแล้วเห็นผ้าของใครตากทิ้งค้างคืนไว้ก็เข้าไปเช็ดปาก ผ้านั้นจะปรากฏเป็นรอยเปื้อนดวง ๆ ถ้าเอาผ้านั้นไปต้มกระสือจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนปากทนไม่ไหวจนต้องมาขอร้องไม่ให้ต้มต่อไป

กระสือนั้นเมื่อเจ็บจวนจะตายก็ไม่ตายเด็ดขาด และจะต้องคายน้ำลายของตนถ่ายเข้าปากลูกหลานคนใดคนหนึ่งไว้ให้สืบทายาทเป็นกระสือต่อก่อน ตนจึงจะตายได้โดยไม่ต้องทุกข์ทรมานอีกต่อไป

การปราบกระสือนั้น ไม่สามารถไล่ผีที่มาสิงสู่ออกจากร่างเหยื่อได้ ว่ากันว่าวิญญาณนั้นได้หยั่งลึกลงในใจของคน ๆ นั้น ซึ่งสังเกตได้ว่าเป็นการหยั่งลึกในขั้นที่วิญญาณ (จิตละเอียด) สามารถบังคับให้ร่างกาย (กายหยาบ) ของผู้ถูกสิงนั้นอยู่ในสภาพที่วิปลาสผิดธรรมชาติได้อย่างไม่น่าเชื่อ เช่นการถอดหัวและอวัยวะภายในให้หลุดออกมาจากร่างกาย รวมถึงการลอยตัวอยู่ในอากาศ ฉะนั้น ร่างกายของคนๆนั้นเมื่อถูกวิญญาณร้ายบังคับให้ทำในสิ่งที่หากมนุษย์ธรรมดาทำแล้วเสียชีวิต ก็เท่ากับว่ากายนั้นเป็นร่างกายที่ไร้สิ้นซึ่งความเป็นมนุษย์ เป็นร่างกายที่เสียหายและยังคงมีชีวิตอยู่ได้โดยอำนาจของวิญญาณภูติกระสือที่อยู่ในร่างเท่านั้น ถึงแม้กระสือจะถูกไล่ออกจากร่างไป แต่ร่างการนั้นก็ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างคนปกติ ดังนั้นการปราบกระสือก็เท่ากับต้องฆ่าคน ๆ นั้นไปด้วยเลย บางท้องที่เล่าว่ากระสือชราเมื่อมีการถ่ายทอดความเป็นกระสือสู่ลูกหลานรุ่นต่อไปแล้ว ตนเองจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นานก่อนจะเสียชีวิตในสภาพที่หัวกับอวัยวะภายในหลุดออกมาจากตัว ซึ่งเป็นผลพวงจากการถูกวิญญาณร้ายบังคับให้แยกออกไปหากินเมื่อครั้งยังมีกระสืออยู่ในร่าง เมื่อถ่ายทอดกระสือออกจากร่างไปแล้ว หัวกับตัวก็จะไม่สามารถต่อติดเชื่อมกันอีกต่อไป

ลักษณะของกระสือ
กระสือในรูปแบบที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก คือ เป็นผีผู้หญิงแก่ที่ล่องลอยไปพร้อมกับหัวและไส้และอวัยวะส่วนอื่น เช่น หัวใจ, ปอด และเรืองแสงได้เรือง ๆ แต่ทว่าตามนิยามของ เสฐียรโกเศศ แล้ว กระสือเป็นเพียงผีผู้หญิงแก่ที่มีเพียงหัวกับแสงเรือง ๆ เท่านั้น ไม่มีไส้หรืออวัยวะส่วนอื่นใด ซึ่งที่ของกระสือที่มีหัวกับไส้หรืออวัยวะส่วนอื่น ๆ แบบที่คุ้นเคยกันนั้น มาจากภาพวาดของ ทวี วิษณุกร ที่แต่งเติมเอาจากจินตนาการในใบปิดภาพยนตร์เรื่อง "กระสือสาว" ที่ฉายเมื่อปี พ.ศ. 2516 นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี และ พิศมัย วิไลศักดิ์

กระสือในทางวิทยาศาสตร์
กระสือมักได้รับการอธิบายในทางวิทยาศาสตร์ว่า คือ ดวงไฟที่ลุกโชนจากโมเลกุลของก๊าซมีเทนที่เกิดจากการสะสมของซากเน่าเปื่อยของอินทรียสารในนาข้าวหรือท้องทุ่ง แต่ในทัศนะของ รองศาสตราจารย์ ดร.สิรินทรเทพ เต้าประยูร นักวิชาการผู้ค้นคว้าเรื่องพลังงานแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เห็นว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะก๊าซมีเทนในนาข้าวนั้นไม่ได้มีปริมาณมากพอที่จะเกิดการลุกไหม้ อีกทั้งถ้าลุกไหม้จริงก็จะปรากฏอยู่บริเวณเฉพาะผิวหน้าของวัตถุ มิได้ลอยขึ้นไปในอากาศหรือเคลื่อนที่ได้

อีกทั้งในทางกายวิภาค ร่างกายมนุษย์เมื่อถอดส่วนหัวแล้ว อวัยวะส่วนอื่น ๆ เช่น ไส้, หัวใจ หรือปอด ก็จะไม่ติดออกมาด้วย

อิทธิพลของความเชื่อเรื่องกระสือ
ราชบัณฑิตยสถานว่า ความเชื่อเรื่องกระสือนี้มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของคนไทยโบราณหลายประการด้วยกัน เป็นต้นว่า

ผลกล้วยที่แกร็นทั้งเครือ จะเรียกว่า "กล้วยกระสือดูด"
คนตะกละกินหรือคนที่กินอย่างสวาปาม จะเรียกว่า "คนตะกละเหมือนผีกระสือ" หรือ "คนกินเหมือนผีกระสือ"
โคมชนิดหนึ่งซึ่งมีที่เปิดปิดไฟได้และมีแว่นฉายแสงไปได้วาบ ๆ เรียกว่า "โคมตาวัว" หรือ "กระสือ"
ไพลชนิดหนึ่งซึ่งเรืองแสงได้ในที่มืด เรียกว่า "ว่านกระสือ"
ที่ตำบลห้วยกะปิ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี มีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชื่อ "หนองเกษม" เดิมมีชื่อว่า "หนองกระสือ" ทั้งนี้มีเสียงร่ำลือกันว่าเมื่อปี พ.ศ. 2530 มีชาวบ้านพบเห็นกระสือที่นี่ ต่อมาจึงได้เปลี่ยนชื่อเพื่อลดความน่ากลัวลง

ที่มา: วิกิพีเดียไทย

เรื่องเล่าขนหัวลุก กับเรื่องผีในมหาวิทยาลัย 11 แห่ง จากกระทู้ใน Pantip.com ตอนที่ 2

2. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)    

    - ตึกวิทยาศาสตร์เก่า
      เค้าว่าตึกนี้เฮี้ยนทั้งตึก ไล่ตั้งแต่หน้าตึกเลย จะมีชุดครุยใส่ตู้กระจกอยู่ คำนวณจากภายนอกเก่าพอสมควร เห็นว่าเป็นชุดของนักศึกษาคนหนึ่งที่เกิดเสียชีวิตในวันรับปริญญา เลยนำชุดของเธอมาตั้งไว้หน้าตึกให้วิญญาณสงบ ขึ้นมาข้างบนชั้น 13 เคยมีอาจารย์หัวใจวายตายที่ชั้นนั้น ดึก ๆ อยากรู้มีจริงไหมให้ลองไปเดินแล้วพูด "อาจารย์ เอายาแก้โรคหัวใจมาให้" จุดที่หนักสุดหลาย ๆ คนยกให้ห้องน้ำชั้น 5 ถ้าเข้าคนเดียวจะได้ยินเสียงเคาะประตู บางคนใครดวงดีจริง ๆ ถึงขั้นได้ยินเสียงร้องไห้

    - สนามบาส
      เคยมีเดือนมหาวิทยาลัยคนหนึ่งได้เสียชีวิต เดือนคนนี้เป็นนักบาสด้วย ช่วงที่เค้าตายใหม่ ๆ มีคนเล่าว่าเห็นเดือนคนนี้เล่นบาสอยู่ในสนาม เห็นว่าถ้าอยากเจอให้มาเล่นบาสคนเดียวดึก ๆ แล้วจะได้ยินเสียงเดาะบาสเพิ่มขึ้นมาโดยที่ไม่ใช่เสียงจากลูกบาสของเรา

    - ป้ายแม่ตะเคียน
      นี่คือเรื่องที่พีคที่สุดของมหาวิทยาลัยนี้เลยก็ว่าได้ จะมีต้นไม้ใหญ่อยู่แถว ๆ ตึกวิทย์เก่า ที่ต้นไม้นั้นจะมีป้ายไม้เล็ก ๆ อยู่ป้ายหนึ่ง (สังเกตไม่ยาก เพราะของไหว้เพียบ) เล่าว่าป้ายนี้ทำมาจากไม้ตะเคียนและมีนางตะเคียนสถิตอยู่ข้างใน เคยมีนักศึกษากลุ่มหนึ่งไปถ่ายรายการแล้วจุดธูป 1 ดอก หนึ่งในนั้นถึงกับร้องไห้แตกขึ้นมากลางวง เธอเล่าให้ฟังทีหลังว่าระหว่างที่จุดธูปไหว้อยู่ เธอเห็นผู้หญิงแต่งตัวแบบโบราณ หน้าขาวปากแดงอยู่ใต้ป้ายไม้ดังกล่าว แล้วหญิงโบราณคนนี้ก็ลอยพุ่งเข้ามาอยู่ตรงหน้าเธอ จากนั้นเธอก็อึดอัด หายใจไม่ออก จนต้องร้องไห้ออกมา

ตำเตือน
เป็นความเชื่อส่วนบุคคล บทความนี้เล่าเพื่อความบันเทิง โปรดใช้วิจารณ์ญาณ