ห้องหลอนออนไลน์
วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2560
เรื่องเล่าขนหัวลุก กับเรื่องผีในมหาวิทยาลัย 11 แห่ง จากกระทู้ใน Pantip.com ตอนที่ 5
5. มหาวิทยาลัยศิลปากร เขตพระราชวังสนามจันทร์
มหาวิทยาลัยศิลปากร เขตพระราชวังสนามจันทร์ ขึ้นชื่อเรื่องผีดุ อันดับต้น ๆ ของเมืองไทย พูดถึงมหาวิทยาลัยศิลปากร แน่นอนว่าบุคคลแรกที่เราจะต้องนึกถึง คงไม่พ้น ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี "นาย... ถ้าฉันตาย นายนึกถึงฉัน นายรักฉัน นายไม่ต้องไปทำอะไร นายทำงาน" ประโยคนี้ เป็นประโยคที่ผมได้ฟังได้อ่านทีไร ยังรู้สึกขนลุกทุกครั้งครับ มหาวิทยาลัยศิลปากร เขตพระราชวังสนามจันทร์ ตั้งอยู่บนเนื้อที่เดิมของอาณาบริเวณเขตพระราชฐานพระราชวังสนามจันทร์ครับ เป็นพระราชวังฤดูร้อนในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เรื่องราวของที่นี่ส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับที่สวนสุนันทาพอสมควรครับ อาจจะด้วยความที่เป็นวังเก่าเหมือนกัน
- ลานทรงพล
ทุกวันนี้ก็เป็นลานที่สวยงานครับ ร่มรื่นด้วยหมู่ไม้ แต่พอฟังประวัติก็ถึงกับเสียวสันหลัง เพราะว่าลานทรงพลที่ผมไปยืนอยู่ ณ เวลานั้น เค้าบอกว่าเป็นลานประหารเก่า (คือเค้าเคยฟันหัวกันตรงที่ผมยืนนั่นเอง) บ้างก็ว่าห้ามสวดชินบัญชร บ้างก็ว่าเห็นผู้หญิงนุ่งห่มสไบ
- ชั้นสองตึกอักษรฯ
คณะอักษรศาสตร์ ก็นับได้ว่าเป็นคณะแรกของวิทยาเขตสนามจันทร์เลยนะครับ (ข้อมูลผิดพลาดยังไงขออภัย) ก็เล่ากันว่าที่ชั้นสองของตึกคณะ มีหลายคนเคยพบเห็นคนโบราณนุ่งโจงกระเบนสีแดงสด
- ศาลหน้าตึกอักษรฯ
ผมมีพี่คนหนึ่งเรียนอยู่ที่นี่ครับ ชื่อพี่โดนัท พี่โดนัทเล่าให้ฟังว่าเคยมีเพื่อนเค้าคนหนึ่ง จู่ ๆ ก็ขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาไหว้ศาลแล้วก็ขี่ออกไป สักพักคนที่ขี่ก็ได้ยินเสียงอะไรครูดคราดที่ด้านหลัง หันกลับไปเห็นคนครึ่งตัวคลานตามมา (ผมว่าถ้าเรื่องนี้เป็นจริง เพื่อนพี่โดนัทไม่น่าจะทำแค่ไหว้ น่าจะทำอะไรร้ายแรงกว่านั้น ไม่งั้นคงไม่โดนคลานตาม)
เรื่องของศาลตึกอักษรฯ ยังไม่หมดครับ น้อง ๆ ในคณะหลายคนบอกกันว่า ศาลที่คณะจัดได้ว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ขออะไรส่วนใหญ่จะสำเร็จทุกทีไป แต่มีกฎก็คือ "ขอได้ แต่ห้ามบน" น้องคนเดิมเล่าให้ฟังต่อว่าเคยมีรุ่นพี่มาบนเรื่องสอบ แล้วปรากฏว่าสอบได้จริง ๆ แต่ดันไม่ไปแก้บน คืนหนึ่งรุ่นพี่คนนี้ก็ฝัน ว่าตัวไปอยู่ในโรงละครทรงพลพร้อมกลุ่มเพื่อน ๆ ที่ไปบนด้วยกัน แล้วก็มีเพชฌฆาตร่างสูงใหญ่ เดินมาฟันหัวพวกเค้าทีละคน
- สะพานข้ามดาว
เวลาเที่ยงคืนห้ามปั่นจักรยานผ่านสะพานข้ามดาว (สะพานจะอยู่แถว ๆ ลานทรงพล) หากไปปั่น ว่ากันว่าจะไม่ได้กลับมายังที่เดิม (น่าจะหมายถึงทะลุมิติอะไรแบบนั้นครับ)
- เพลงกลิ่นจันทร์
เพลงนี้เห็นว่าเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยครับ หากใครร้องยามค่ำคืนต้องร้องให้จบ ไม่งั้นจะเห็นผู้หญิงใส่ชุดไทย (เรื่องนี้คล้ายๆกับตำนานเพลง เจ้านกน้อย ของมหิดลอยู่เหมือนกันครับ แต่ของมหิดลนี่ถ้าร้องไม่จบจะมีผีมาช่วยร้องต่อให้จบ เรื่องเพลงเจ้านกน้อยที่มหิดลนี่ดังพอตัวเลยนะครับ เพื่อนผมอยู่ ม.กรุงเทพ ยังเคยได้ยิน)
- ตึกศิลป์ 3 คณะมัณฑนศิลป์
เรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวพี่โดนัทเองเลยครับ พี่โดนัทเรียนอยู่คณะมัณฑนศิลป์ ช่วงรับน้องก็อยู่มหาวิทยาลัยกันดึกดื่นเตรียมทำพร็อพ ระหว่างนั้นเองก็มีเพื่อนอีกคนนึง ควักเอากล้องวิดีโอขึ้นมาถ่าย ปรากฏว่าระหว่างถ่ายเค้าเห็นผู้หญิงใส่ชุดขาววาบผ่านหน้ากล้องไป เพื่อนคนนี้ก็ตกใจรีบเรียกเพื่อน ๆ มาดู ก็กรอเทปย้อนกลับไป (สมัยนั้นเป็นเทปมินิ DV ครับ) แล้วพอเปิดเล่นใหม่อีกครั้ง ก็ยังพบว่าถ่ายติดผู้หญิงชุดขาวคนนั้นอยู่ในกล้องด้วย ทุกคนต่างก็ตกใจ จึงรีบลบออกทันที (ถ้าเป็นสมัยนี้คงได้ไปออกคลิปแบทเทิลแล้วนะครับ)
เรื่องยังไม่จบง่าย ๆ ครับ คืนต่อมาพวกพี่โดนัทก็ยังคงทำพร็อพกันต่อ เพื่อนอีกคนที่เพิ่งมาใหม่ (พี่โดนัทเล่าว่าเพื่อนคนนี้เป็นคนมีเซ้นส์) เพื่อนคนที่มีเซ้นส์นี้เองที่ได้บอกพี่โดนัทว่าให้บอกเพื่อนให้เบา ๆ หน่อย มีคนมาดูอยู่นะ เป็นผู้หญิงชุดขาว (ทั้ง ๆ ที่พี่คนนี้ไม่ได้รู้เรื่องผู้หญิงชุดขาวในกล้องมาก่อนเลย)
เรื่องนี้ยังมีภาค 2 นะครับ คือพี่โดนัทเนี่ยมีเพื่อนคนนึงชื่อพี่เอ (ทุกวันนี้เป็นอาจารย์สอนที่ศิลปากรด้วย) พี่เอเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องผีอย่างรุนแรง พอพี่เอรู้เรื่องที่เพื่อน ๆ ถ่ายติดผี แกก็ไม่เชื่อครับ ก็มานั่งทำงานพร็อพด้วยกันในอีกคืนหนึ่ง ระหว่างนั่งกันอยู่พี่เอก็ดีดฝาน้ำเล่น ๆ แต่ฝาที่ว่า กลับลอยไซด์โค้งไปปิดสวิตซ์ไฟดับ ซึ่งไอ้สวิตช์ไฟที่ว่าเนี่ยอยู่ไกลมากกกก แค่ดีดให้ฝาน้ำไปปิดสวิตช์ไฟดับได้ก็ยากแล้ว นี่ลอยไซด์โค้งข้ามกลุ่มเพื่อนไปดับได้อีก นั่นล่ะครับ ทุกคนพากันวิ่งป่าราบอยู่ไม่ไหวแล้วหลังโดนกันมาหลายคืน (ผมมีโอกาสได้ไปคุยกับพี่เอด้วยนะครับ แกก็ยังยืนยันว่าไม่ใช่ผีหรอก บังเอิญ 55555)
เช้าวันต่อมาทุกคนก็เอาดอกไม้ เอาลำไยมาขอขมาล่ะครับ โดยวางไว้บนตู้ดับเพลิง ตกเย็นมาดูปรากฏว่าลำไยถูกแกะซะงั้น พี่โดนัทก็บอกว่าไม่น่าจะใช่ฝีมือสัตว์ เพราะตู้ดับเพลิงมันอยู่สูง ก็เป็นอีกเหตุการณ์ที่อธิบายไม่ได้ครับ
- เรือนนางสนม
นี่เป็นเรื่องที่พูดได้ว่าน่ากลัวที่สุดของที่นี่เลยครับ เรือนนางสนมนี่นางสนมเป็นใครไม่มีข้อมูลใด ๆ บอกไว้เลย แต่เท่าที่ฟังมานี่คือมีอายุเก่าแก่มาก บางกระแสว่าเผลอ ๆ เก่าประมาณสมัย ร.5 ด้วยซ้ำ เรื่องเล่าเรือนนางสนมนี่เยอะมากครับ มีตั้งแต่ถ้าไปปั่นจักรยานหน้าเรือนนางสนมตอนดึก ปั่น ๆ ไปจะรู้สึกว่ารถหนักขึ้น หันหลังไปจะเห็นมีผู้หญิงชุดไทยไม่มีหน้านั่งซ้อนหลังอยู่ แถมไม่นั่งอย่างเดียว เอาเล็บยาวเฟื้อยลากพื้นไปด้วยอีกต่างหาก
อาจารย์เอ (ขอเรียกอาจารย์นะครับ พี่เค้าเป็นอาจารย์แล้ว) แกเล่าว่าเคยฟังมาว่าเหตุผลที่บ้านหลังนี้ปัจจุบันต้องปิดหน้าต่าง ก็เพราะว่าคนผ่านไปผ่านมาชอบเห็นผู้หญิงรำอยู่ในตัวเรือน (เรือนจะเป็นสถาปัตยกรรมยุคเก่าครับ ยกใต้ถุนขึ้นสูง) และทีเด็ดมันอยู่ตรงที่คนเข้าไปในเรือนน่ะ จะไม่เจอ คนเจออะ จะเป็นคนที่รออยู่ข้างนอก !!
ผมได้ลองขึ้นไปกันมาแล้วด้วยนะครับ เอาจากเริ่มแรกก่อน ก็ไปเดินสำรวจใต้ถุน แค่ใต้ดินก็วิ่งกันแล้วครับ ไปเจองูเหลือมตัวเบ้อเริ่ม เพื่อนผมว่าเป็นงูเหลือมจุดทอง (ลายจุดทอง ๆ ตามตัว) โบราณว่าถ้ามีงูเหลือมลักษณะนี้อยู่ใต้ถุนบ้าน แปลว่าเป็นงูเจ้าที่ ก็ขึ้นไปบนเรือนกันครับ ไปสำรวจกันดู (ไม่ได้ไปทำลายอะไรเลยนะครับ กล่าวขอโทษเด็กทับแก้วมา ณ ที่นี้) ลักษณะภายในก็เป็นเหมือนที่เราเห็นตามหนังย้อนยุคแหละครับ ยุคคนไทยแต่งสูทใส่หมวกนั่งรถม้า จะลองก็ต้องลองให้สุดครับ ผมก็เลยไปลองรำดูใกล้หน้าต่าง ถามว่ากลัวไหมก็กลัวอยู่แล้วครับ แต่ไปทั้งทีต้องเอาให้สุด ระหว่างรำอยู่นี่ได้ยินเสียงอะไรรอบตัวตลอดเลยครับ แต่บอกไม่ได้ว่ามันเสียงอะไร จนมาตัดสินใจหยุดแล้วลงดีกว่าตอนได้กลิ่น ๆ หนึ่งครับ เป็นกลิ่นคล้าย ๆ กลิ่นสาบคนแก่ พอลงมาก็ไปถามน้อง ๆ ที่อยู่ด้านล่างครับว่าเห็นอะไรตามเรื่องเล่าบ้าง น้องมันบอกไม่รู้ไม่กล้ามอง (ยิ้ม !)
- สระแก้ว
แต่เดิมใช้เป็นที่ถ่วงน้ำนักโทษครับ เคยมีคนมาเล่าให้ฟังด้วยว่าเคยงมพบลูกตุ้มถ่วงน้ำจากในสระ อันนี้จริงเท็จยังไงผมไม่ทราบจริง ๆ เพราะไม่ได้ลงไปดำดู
- สไบเขียว-สไบแดง
อาจารย์เอ (ผู้ไม่เชื่อเรื่องผี) เล่าให้ฟังครับ ว่าซัก 8-9 ปีที่แล้วนับจากสมัยแกยังเป็นนักศึกษา สมัยนั้นส่วนใหญ่คนจะขี่จักรยานในมอกัน หากปั่นเส้นเลียบคลองตอนเที่ยงคืน (ตอนนี้เป็นตึกหมดแล้ว) ปั่นไปเค้าว่าจะเจอผู้หญิงใส่ชุดไทยโบกมือให้จากริมคลอง ถ้าเจอสไบขียวก็โชคดีไป แต่ถ้าเจอสไบแดง ห้ามหันไปมองให้เค้ารู้ตัวเด็ดขาด ไม่งั้นเค้าจะตามกลับไปบ้าน
#เรื่องเล่าขนหัวลุกกับเรื่องผีในมหาวิทยาลัย11แห่ง
#ห้องหลอนออนไลน์
https://www.facebook.com/shockonlineth/
https://www.facebook.com/shockonlineth/posts/1306001026124365
ปล.เรื่องเล่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล มิได้มีเจตนาทำให้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด
วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
เรื่องเล่าขนหัวลุก กับเรื่องผีในมหาวิทยาลัย 11 แห่ง จากกระทู้ใน Pantip.com ตอนที่ 4
4. มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ผีที่มหาวิทยาลัยนี้ส่วนใหญ่จะไปสุมหัวอยู่ตามลิฟต์ตึกต่าง ๆ ครับ มีตึกไหนบ้างไปดูกันเลย
- หน้าตึก 5
เห็นแม่บ้านเล่าให้ฟังว่าเคยมีแฟนกันทะเลาะกัน แล้วโดดตึกลงมาฆ่าตัวตาย จากนั้นดึก ๆ แม่บ้านจะเห็นกองเลือดกองอยู่ตรงบริเวณที่เค้าโดดเกือบทุกคืน
- ลิฟต์แม่บ้าน
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น้องผมโดนมากับตัวครับ เธอเป็นสาวประเภทสองชื่อน้องน้ำ คือที่ตึกนิเทศฯ จะมีลิฟต์ตัวที่แม่บ้านใช้ทำงานอยู่ครับ เป็นลิฟต์ที่สีสันโดดเด่นมาก (สีม่วงเหลือง) เด็กหลาย ๆ คนก็จะรู้จักกันในนามลิฟต์แม่บ้าน วันนั้นน้องน้ำก็ไปเรียนตามปกติครับ กลางวันแดดเปรี้ยง ๆ เลย ก็ขึ้นลิฟต์แม่บ้านไปพร้อมกดชั้น 5 แต่ลิฟต์ดันไปเปิดที่ชั้น 3 ทั้ง ๆ ที่ลิฟต์ตัวนี้ไม่มีให้ปุ่มกดออกที่ชั้น 3 นะครับ พอเปิดชั้น 3 น้องน้ำก็ได้ยินเสียงผู้ชายพูดว่า "รอด้วย" น้ำชะโงกหน้าออกไปดูก็ไม่เห็นเงาใครแม้แต่คนเดียว (ถึงตรงนี้น้ำชักเริ่มเสียวสันหลังละ)
ลิฟต์ก็ขึ้นต่อไปยังชั้น 5 ครับ ระหว่างที่อยู่ในลิฟต์ น้ำก็เล่าว่าไม่รู้หลอนเพราะกลัวหรือเปล่า แต่รู้สึกเหมือนมีลมหายใจมารดที่ต้นคอตลอดเวลา ในที่สุดก็ถึงชั้น 5 พอลิฟต์เปิดน้ำก็สาวเท้าออกมาโดยไว จังหวะที่ลิฟต์กำลังจะปิดนั้นเอง ที่น้ำได้ยินเสียงผู้ชายคนเดิมอีกครั้งว่า "ทำไมไม่รอ... ทำไมไม่รอ..."
- โรงพยาบาลเก่า
นักศึกษาที่นี่มีหลายคนนะครับ ที่เข้าใจผิดคิดว่าตึก 3 คือโรงพยาบาลเก่า จริง ๆ ไม่ใช่ตึก 3 ครับ เป็นตึก 2 ต่างหาก และที่มีคนสนใจกันเยอะก็เพราะลิฟต์ของตึกนี้นี่ละครับ ซึ่งถ้าเป็นตามเรื่องเล่าที่ว่าตึก 2 คือโรงพยาบาลเก่า ก็แปลว่าลิฟต์ตึกนี้ (ก่อนจะมาเป็นตึกเรียน) ต้องเคยผ่านการขนย้ายคนเจ็บมามากมาย และแน่นอนหลายครั้งต้องมีคนตายรวมอยู่ในจำนวนผู้ป่วยทั้งหลายที่เคยโดยสารลิฟต์ตัวนี้ และจากที่ผมไปลองมา ก็มีความน่าจะเป็นที่เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงอยู่มากเลยครับ เพราะลิฟต์ตึก 2 มีขนาดที่กว้างและใหญ่โตมาก กว้างแบบที่ลิฟต์ตามโรงพยาบาลเป็นกัน เพราะต้องมีขนาดกว้างไว้รับรองเตียงผู้ป่วยได้นั่นเอง
- พี่จุก
พี่จุกอีกแล้วนะครับ (คือต้องเข้าใจก่อนว่าอะไรที่เป็นรูปร่างแบบกุมารเด็กสมัยก่อนที่ไว้ผมจุก คนไทยเราจะเหมาเรียกรวมเหมือนกันว่าพี่จุกหมด) พี่จุกของที่นี่เค้าอยู่ที่ศูนย์วัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยครับ ลักษณะจะเป็นรูปปั้นเด็กไทยไว้ผมจุกโบราณ เล่นตีวงล้ออยู่เห็นได้เด่นชัด (ตีวงล้อจะเป็นประมาณของเล่นเด็กไทยสมัยก่อนครับ เป็นวงล้ออันใหญ่ ๆ แล้วเด็กก็จะเอาไม้ตีให้มันวิ่งไปข้างหน้าเรื่อย ๆ) เล่ากันว่าหากมาเดินคนเดียวดึก ๆ บริเวณนี้ บางทีอาจจะได้เห็นพี่จุกกระโดดลงมาจากแท่นปั้น แล้วมาชวนเราตีวงล้อเล่นกับเค้า (ถ้าเจอเค้าชวนต้องเล่นนะครับ ไม่งั้นงานงอกแน่ ๆ)
- ตึกลานจอดรถ
ที่ตึกลานจอดรถ มีคนเคยเจอผู้ชายยืนลอยอยู่แค่ครึ่งตัว
- จูงหมาเดินเล่น
ภายในมหาวิทยาลัย บางคืนจะมีคนพบเห็นอดีตเจ้าของมหาวิทยาลัยที่ท่านได้เสียไปแล้ว พาสุนัขของท่านมาจูงเดินเล่น อาจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกกับนักศึกษาไว้ว่า ถ้าเห็นเข้าก็อย่าไปตกอกตกใจอะไร ท่านเป็นเจ้าของที่นี่ ไม่มีอันตรายใด ๆ เค้าปกป้องคุ้มครองพวกเราอยู่
- พี่สาว
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่โหดสุดของที่นี่แล้วครับ ถึงขนาดเด็กพูดกันว่า "ไม่ต้องรอกลางคืนหรอกพี่ แค่กลางวันก็ไม่กล้าเดินผ่านแล้ว" จุดปะทะของเรื่องนี้จะอยู่ที่ห้องชมรมดนตรีไทยครับ (แต่เห็นว่าทุกวันนี้มีแบ่งพื้นที่ให้ดนตรีสากลด้วย) ลักษณะของห้องชมรมจะเป็นคล้าย ๆ ตึกห้องแถวครับ อยู่ถัดจากสนามบาสมาไม่ไกลนัก บริเวณห้องชมรมจะมีซอกอยู่ซอกหนึ่ง เป็นซอกเล็ก ๆ ที่มีต้นไม้ใหญ่รกครึ้ม (เพราะแบบนี้รึเปล่าไม่รู้ที่ทำให้บรรยากาศในซอกนั้นอึดอัดโคตร) ตำนานเรื่องนี้เล่ากันไว้ว่า บริเวณตรงนั้นจะมีวิญญาณผู้หญิงอยู่คนหนึ่งครับ เด็กที่นั่นจะเรียกผู้หญิงคนนี้ว่าพี่สาว ไม่มีใครทราบประวัติที่มา ว่าเธอเป็นใคร มาจากไหน รู้แต่ว่าเข้าเรียนมาก็มีตำนานเรื่องนี้อยู่แล้ว กฎเหล็กของเรื่องนี้ก็คือ ถ้าอยู่ในซอกที่ว่าห้ามเล่าถึง เอ่ยถึงใด ๆ เกี่ยวกับพี่สาวเด็ดขาดไม่งั้นจะเจอ
คืนที่ผมไปลองก็ไปกันประมาณ 4 คนครับ (ขอไปเยอะหน่อย ยอมรับว่าเสียว) บรรยากาศตอนกลางวันว่าอึดอัดแล้ว เทียบไม่ได้เลยกับตอนกลางคืน สองข้างทางระเกะระกะไปด้วยป้ายไม้โฆษณาของชมรมนั้นชมรมนี้ แล้วต้นไม้ใหญ่ก็หลายต้นเหลือเกินทางฝั่งขวา ซอกที่ว่านี้จริง ๆ มันนิดเดียวนะครับ แต่ตอนไปลองนี่รู้สึกว่าไกลมาก ก็เล่าเรื่องของพี่สาวกันในซอกครับ เล่าไปขนลุกไปแต่ก็ไม่มีอะไร จนออกมาตั้งหลักจากบริเวณดังกล่าว เพื่อนผมสองคนก็มาบอกว่า ได้ยินเสียงขิมจากในห้องชมรม (ขิมคือเครื่องดนตรีไทยชนิดหนึ่งครับ)
เรื่องนี้มันยังไม่จบแค่ตรงนี้ครับ (ที่จะเล่าต่อไปนี้จะฟังดูงมงายหน่อยนะครับ ขนาดผมเป็นคนเล่าเองยังรู้สึกนิด ๆ แต่มันก็เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นน่ะ ขอเล่าไปตามข้อเท็จจริงละกัน) ยังจำตอนต้นกระทู้ได้ไหมครับ ที่ผมพูดถึงผู้มีสัมผัสทางวิญญาณท่านหนึ่ง คนคนนี้ไม่ใช่ไก่กานะครับ เอาเป็นว่าถ้าบอกชื่อไป ในวงการคนเห็นผีด้วยกันนี่ไม่มีใครไม่รู้จัก ถึงขั้นเค้าเคยบอกว่า เคยมียักษ์ใหญ่ในวงการบันเทิงมาเชิญไปเป็นผู้เชี่ยวชาญในรายการ แต่เค้ารู้สึกว่าถ้าไปออกทีวี ไปทำอะไรแบบนั้น มันไม่ใช่การช่วยแล้ว (เค้าใช้คำว่าช่วยในการแก้ปัญหาเรื่องผีต่าง ๆ ครับ ไม่ได้ช่วยแค่คนนะครับ เค้าหมายถึงช่วยผีด้วยในบางครั้ง) มาต่อที่เรื่องของผมครับ คือเวลาผ่านไปสักพัก ผมกับเพื่อนไปลองของตามมหาวิทยาลัยนั้นมหาวิทยาลัยนี้มาก็เยอะ ชักอยากรู้ว่า "มีอะไรตามกูกลับมามั่งไหมเนี่ย" ก็เลยไปขอให้พี่เค้าดูให้ครับ ขอข้ามขั้นตอนวิธีการดูไปละกันนะครับ มีโอกาสจะมาเล่าให้ฟัง
พี่เค้าก็ทักผมมาครับ ว่ามีเด็กเกาะอยู่ที่ขาขวาตัวนึง พี่เค้าถามผมว่าหลัง ๆ มีอารมณ์อยากกินช็อกโกแลตบ้างไหม ถ้าอยากกินเมื่อไหร่แปลว่าเด็กคนนี้เค้าอยากกินแล้วเค้าดลใจให้เราอยากด้วย กรณีไอ้เด็กนี่ไม่ค่อยเดือดครับ มันเดือดตรงตัวที่เกาะหลังผม พี่คนนี้บอกว่ามีนักศึกษาคนหนึ่งเกาะหลังผมอยู่ครับ ผมก็ถามว่าเค้ามาจากไหน พี่เค้าทำหน้าเครียดสักพักก็บอกว่า สถานที่เป็นตรอกเล็กๆ มีต้นไม้รกครึ้ม (!!!!) ไม่ต้องสืบเลยครับ ลักษณะแบบนี้เคยไปมาที่เดียว ผมก็ถามว่าเค้าตามมาทำไม พี่เค้าบอกเค้าตามมาเพราะเราไปว่าเค้า ว่าคิดยังไงมาตายตรงนี้วะ (จริง ๆ ไอ้ผมก็จำไม่ได้หรอกครับ ว่าคืนนั้นปากหมาพูดะไรไปบ้าง) สุดท้ายผมก็ถามว่าแล้วต้องทำยังไง พี่เค้าบอกว่าผู้หญิงคนนี้เค้าเสียชีวิตเพราะผิดหวังเรื่องความรัก วิธีขอโทษเค้าก็เลยต้องนำดอกกุหลาบไปใส่บาตรทุกเช้า วันละ 1 ดอก สามวัน ขอย้ำอีกทีนะครับ ว่าผมไม่เชื่อเรื่องผี เอาจริง ๆ เดินสายลบหลู่เลยแหละ แต่เชื่อไหมครับ ต่อให้ไม่เชื่อ พอโดนทักเข้าแบบนี้มันก็หวั่น ๆ ครับ ผมเลยมีโอกาสได้ตื่นเช้าเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสิบปี ไปเอาดอกกุหลาบรอใส่บาตรพระ 3 เช้าติดเลย
ส่วนกรณีเพื่อนผมอีกคนที่โดนทัก (ไอ้นี่ก็ไปกับผมแทบทุกที่เหมือนกัน) เพื่อนผมหนักกว่าผมเยอะครับ ไปโดนนางไม้ชุดไทยสองคนตามกลับมาจากจุฬาฯ เป็นพี่น้องกันเกาะบ่าซ้ายบ่าขวาเลย มีโอกาสยังไงเมื่อไหร่ จะมาเขียนเล่าเรื่องนี้ให้ฟังนะครับ
วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
เรื่องเล่าขนหัวลุก กับเรื่องผีในมหาวิทยาลัย 11 แห่ง จากกระทู้ใน Pantip.com ตอนที่ 3
3. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
ตัวผมเองไปลองของมานี่แทบจะพูดได้ว่าเกือบทุกมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ แล้วครับ ด้วยความเป็นคนไม่เชื่อเรื่องผีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่นั่นที่นี่เค้าว่าเฮี้ยน เค้าว่าเดือด ไปลองทำตามมาทุกอย่าง ไม่เคยเจออะไร จะมีก็ที่สวนสุนันทานี่ล่ะครับ ที่รู้สึกว่าใกล้เคียงกับการโดนผีหลอกมากที่สุด โหดไม่โหด ก็น้องคนหนึ่งของผมที่เรียนที่นั่นมันบอกผมว่า "เป็นลูกพระนางต้องทำใจพี่ กลัวผีไหม ก็กลัว แต่มันเคยชิน มันอยู่กับอย่างนี้มาตลอด"ประวัติคร่าว ๆ ของที่นี่ พอได้ฟังก็ไม่น่าแปลกใจที่เฮี้ยนครับ ที่นี่ก่อนจะมาเป็นมหาวิทยาลัย เดิมเคยเป็นวังเก่าของ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ซึ่งเป็นพระอัครมเหสีพระองค์แรกของรัชกาลที่ 5 เด็กนักศึกษาที่นี่ส่วนมากจะเรียกตัวเองว่า "ลูกพระนาง" ครับ คำว่าพระนางในที่นี้ ก็หมายถึง สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี นั่นเอง เริ่มที่เรื่องแรกกันเลย...
- ใต้ดินตึกศิลปกรรม
ว่ากันว่าที่ชั้น G ตึกศิลปกรรม หรือก็คือชั้นใต้ดินนั่นเอง ในสมัยยังเป็นวังนั้นที่ตรงนี้เป็นคุกเก่า (ตอนที่ผมไปบอกเลยว่าน่ากลัวมาก ช่วงตีนบันไดก็ยังพอมีไฟฟ้าอยู่บ้าง แต่พอเดินไปลึก ๆ นี่มืดตื๋อเลย ตามสองข้างทางก็จะเป็นห้องเรียน ลองมองส่องเข้าไปห้องนึง ป๊ะเข้ากับหุ่นเขียนแบบ หัวใจเกือบวาย) ดึก ๆ เห็นว่ายามจะได้ยินเสียงโซ่ตลอด (น่าจะเป็นโซ่ตรวนที่ล่ามขานักโทษ) เด็กจิตรกรรมคนหนึ่งได้เล่าให้ฟังว่า เคยอยู่ดึก ๆ เขียนงานไปดูดบุหรี่ไป ยังเคยเจอแม่ (พระนางสุนันทา) มาเตือนให้เลิกดูดบุหรี่ จนสุดท้ายทุกวันนี้ไม่มียามกล้าอยู่เฝ้าชั้นใต้ดินตอนดึก ๆ เลยแม้แต่คนเดียว
- ห้องแกรนด์เปียโน
เรื่องเกิดจากเด็กนาฏศิลป์กลุ่มหนึ่งได้ขึ้นมาทำกิจกรรมในห้องแกรนด์เปียโน แล้วเหมือนว่าไม่ได้มีการบอกกล่าวหรือไหว้ขอนุญาตใด ๆ ในห้องนี้ก่อน (มหาวิทยาลัยนี้ ทุกห้องทุกตึกจะมีบรมครูอยู่ทุก ๆ ที่) นักศึกษาหญิงคนนึงในกลุ่มที่เป็นคนมีเซ้นส์อยู่ดี ๆ ก็เกิดชัก อารมณ์ประมาณว่าของเข้า ขณะที่ทุกคนกำลังพยายามช่วยเพื่อนที่โดนของเข้าอยู่นั้นเอง ก็มีนักศึกษาหญิงอีกคนเห็นเงาผู้ชายแก่ ๆ ยืนอยู่ข้าง ๆ เปียโนในห้อง
- พี่จุก
ที่ห้องดนตรีไทยของมหาวิทยาลัย อะไรก็ตามที่เป็นไทย ๆ จะถูกรวบรวมนำมาเก็บไว้ในห้องนี้ โดยของบางอย่างในห้อง ว่ากันว่าเก่าแก่ขนาดตกทอดมาตั้งแต่สมัยยังเป็นตำหนักเลยทีเดียว ในห้องจะมีกุมารทองอยู่ 2 ตน สีแดงกับสีชมพู สีแดงคือพี่จุก สีชมพูคือเพื่อนเค้า ครั้งหนึ่งระหว่างการรับน้องของคณะ เด็กปี 1 คนหนึ่งเกิดกรี๊ดสนั่นขึ้นมา ก่อนจะตะโกนว่า "กูจะเอาไปด้วย กูจะเอาไปด้วย" มารู้ตอนหลังว่าเป็นพี่จุกที่ไปเข้าสิง เค้าโกรธที่ย้ายห้องดนตรีขึ้นมาบนตึกแล้วไม่เอาเค้าขึ้นไปด้วย เค้าเหงา
- ครูฮอน
ชั้น 4 ตึกศิลปกรรม เป็นชั้นของศิลปะการแสดง ประกอบไปด้วยนาฏศิลป์ไทยกับการละครไทย ครูฮอนเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยนี้ เอกนาฏศิลป์ ด้วยความที่รักและผูกพัน ครูฮอนจึงได้กลับมาเป็นอาจารย์สอนที่นี่ ครูฮอนเสียชีวิตไปด้วยโรคปอดติดเชื้อ เรื่องเล่าต่อมา เมื่อประมาณราว ๆ 4 ทุ่ม พี่ยามสองคนก็ได้ขึ้นลิฟต์มาชั้น 4 เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยและไล่เด็กกลับบ้าน มาถึงชั้น 4 ลิฟต์ก็เปิดออก (ปิดไฟมืด เป็นทางเดินยาว ๆ) พี่ยามทั้งสองก็เห็นเป็นเงาคนยืนอยู่ที่สุดฝั่งทางเดินอีกฝั่ง พี่ยามก็ตะโกนบอก "ทำไมยังไม่กลับบ้าน ตึกปิดแล้วครับ"คนที่ยืนอยู่อีกฝั่งก็ไม่ตอบอะไร ยามทั้งสองคนก็เริ่มโมโห เดินเข้าไปหา พอใกล้จะถึงก็ส่องไฟฉายเข้าใส่ พบเป็นผู้ชายยืนอยู่ ยืนแบบปกติเลย ไม่มีเลือดไม่มีอะไร แต่ผู้ชายคนนั้นไม่มีท่อนล่าง ตั้งแต่เอวลงไปไม่มีอะไรเลย แล้วสักพัก ผู้ชายคนนั้นก็รำ ... คาดกันว่า ผู้ชายคนนั้น น่าจะเป็นครูฮอนนั่นเอง
- เนินพระนาง (ใหม่)
เป็นเรื่องเล่าของชมรมเชียร์ลีดเดอร์ครับ น้องเค้าเล่าให้ฟังว่ามีตอนใกล้แข่งที่ต้องอยู่ซ้อมกันดึก ๆ ฝ่ายเต้นก็จะหันหน้าเข้าหาเนินพระนาง หันหลังให้ตึก ระหว่างที่เต้น ๆ อยู่ น้องอีกกลุ่มที่นั่งดูเพื่อนเต้น ก็เห็นที่ตึกฝั่งตรงข้ามมีเงาคนมายืนดูอยู่เต็ม บ้างก็ยืน บ้างก็นั่งห้อยขา
- เนินพระนาง (เก่า)
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมโดนมากับตัวเลยครับ น่าจะเป็นประสบการณ์เฉียดผีที่สุดแล้ว คือผมเนี่ยต่อให้เห็นผีมาปรากฏแลบลิ้นปลิ้นตาต่อหน้าจริง ๆ ยังไม่แน่ใจว่าจะเชื่อว่าโดนผีหลอกเลยครับ เผลอ ๆ ตื่นเช้ามาจะบอกตัวเองด้วยซ้ำว่าแค่ตาฝาด คิดไปเอง (จิตปรุงแต่ง) แต่เรื่องที่ผมไปโดนมาที่สวนสุนันทานั้น บอกได้เลยว่าใกล้เคียงกับคำว่าปาฏิหาริย์เลยล่ะ
ตอนแรกเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เพื่อนผมโดนมาก่อนครับ น้องมายด์ สตรอว์เบอรี่ชีสเค้ก เธอเรียนนิเทศฯ อยู่ที่มหาวิทยาลัยนี้ ครั้งหนึ่งตอนรับน้องก็ได้ซื้อธูปมา กะจะไปไหว้พระนางกัน ระหว่างเดินในช่องทางเดิน (เนินพระนางเก่าจะอยู่หลังตึกนิเทศฯ ช่องทางเดินที่ว่าจะลอดผ่านตึกนิเทศฯ ไปยังเนินพระนาง เด็กนิเทศฯ จะเรียกหลืบนิเทศฯ) เพื่อนมายด์เค้าก็จุดธูปขึ้นมาลอง 1 ดอก มายด์เป็นคนเหม็นธูปก็เลยโวยวาย ก่อนจะดึงธูปในมือเพื่อนมาปักลงดินที่หน้าเนินพระนาง มายด์เล่าให้ฟังว่าทันทีที่ปักธูปลมพัดแรงมาก พัดแรงปานพายุย่อม ๆ จนเพื่อน ๆ ต้องรีบขอขมาแม่กันยกใหญ่
ผมมีโอกาสได้ไปลองทำเลียนแบบเรื่องนี้มาครับ เวลาประมาณ 4 ทุ่มเกือบ ๆ 5 ทุ่ม จะเจอผีก็ประมาณนี้แหละกำลังดี ยืนหน้าเนินพระนาง จุดธูปขึ้นมา 1 ดอก (จุดธูป 1 ดอกตำราว่าคือการเรียกผี) ก่อนจะปักก็เช็กสภาพลมรอบตัวอย่างดีครับ สงบนิ่งเลย ไม่หือไม่อือใด ๆ ทั้งสิ้น แต่พอปักดินเข้าเท่านั้นละครับ อย่างกับพล็อตหนังสยองขวัญ ลมพัดมาทันที แล้วไม่ใช่แบบค่อย ๆ พัดด้วย มาแบบกระโชกโฮกฮากเลย บอกตั้งแต่ต้นแล้วว่าผมไม่เชื่อเรื่องผีครับ มาเป็นตัวก็ไม่เชื่อ แต่กรณีนี้ยังไงก็ไม่มีทางคิดไปเองได้แน่ ๆ ครับ นี่เข้าข่ายวิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้แบบจะแจ้ง ถึงตรงนี้ทำอะไรไม่ถูกครับ โทรถามเพื่อนเลย เพื่อนผมบอกอย่าดับธูปเด็ดขาด ถ้าดับธูปเหมือนเรียกเค้ามาแล้วไล่เค้ากลับแบบหมูแบบหมา ต้องลาเค้าดี ๆ ก่อน ผมก็ซื้อน้ำแดงซื้อดอกไม้มาขอขมาตามสเต็ป ก่อนรอให้ธูปดับไปเองตามธรรมชาติของมันครับ
ที่เล่ามานี่ไม่ใช่ให้ไปลองของที่เนินพระนางกันนะครับ คือที่มหาวิทยาลัยนี้นี่เค้านับถือแม่กันมาก ไปลองสุ่มสี่สุมห้าอาจจะไม่ได้เจอแค่ผี อาจจะโดนตีนเด็กนักศึกษาที่นั่นเอาได้ 55555 พระนางศักดิ์สิทธิ์มากครับ เด็กที่นี่คนไหนมีคิวจะทำกิจกรรมอะไรเค้าจะมาไหว้แม่ตั้งแต่ตีห้า น้องคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังตอนที่ไปลองปักธูป น้องเค้าบอกเดินมาตอนตีห้ากะมาไหว้แม่ มองขึ้นไปบนเนินเห็นนางรำ รำอยู่ห้าคน ผมก็ถาม เฮ้ย ! เห็นแล้วทำไงต่อ น้องมันบอกก็ยืนดูจนเค้ารำเสร็จ แล้วเค้าก็ค่อย ๆ จางหายไป (แหม่... เป็นกูนี่วิ่งตั้งแต่เห็นละ)
ข้อสุดท้ายละ ในสวนสุนันทามีหลุมหลบภัยด้วยนะครับ คาดว่าน่าจะสร้างไว้รับมือตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นเอง สุดท้ายก็ขอทิ้งไว้ด้วยประโยคของรุ่นพี่ผมคนหนึ่ง ที่เรียนจบจากที่มหาวิทยาลัยนี้ แกพูดเป็นปรัชญาไว้ตอนแกเมาว่า "คำว่า หลุมหลบภัย คำว่าสงคราม... มันก็ใกล้เคียงกับคำว่าความตาย"
วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
กระสือ
ความเชื่อเกี่ยวกับกระสือ
กระสือเป็นผีชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่าสิงสู่อยู่ในตัวของคนเพศหญิงซึ่งโดยมากมักเป็นยายแก่ ชอบรับประทานของสดคาว มักออกหากินกลางคืนและไปแต่หัวกับตับไตไส้พุง ส่วนร่างกายคงทิ้งไว้ที่บ้าน เวลาไปจะเห็นเป็นดวงไฟดวงโตมีแสงสีเขียวเรืองวาม ๆ
ใครคลอดลูกใหม่ กลิ่นสดคาวของเลือดจะชักนำให้ผีกระสือมาและกินตับไตไส้พุงของหญิงที่คลอดลูกหรือของทารกที่คลอดนั้น เหตุนี้ชาวบ้านจึงมักเอาหนามพุทราสะไว้ที่ใต้ถุนเรือนตรงที่มีร่องมีรู เพื่อป้องกันมิให้กระสือเข้ามา เชื่อกันว่ากระสือกลัวหนามเกี่ยวไส้
นอกจากของสดของคาวแล้ว กระสือยังชอบรับประทานของโสโครกเช่นอุจจาระเป็นต้น เมื่อรับประทานแล้วเห็นผ้าของใครตากทิ้งค้างคืนไว้ก็เข้าไปเช็ดปาก ผ้านั้นจะปรากฏเป็นรอยเปื้อนดวง ๆ ถ้าเอาผ้านั้นไปต้มกระสือจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนปากทนไม่ไหวจนต้องมาขอร้องไม่ให้ต้มต่อไป
กระสือนั้นเมื่อเจ็บจวนจะตายก็ไม่ตายเด็ดขาด และจะต้องคายน้ำลายของตนถ่ายเข้าปากลูกหลานคนใดคนหนึ่งไว้ให้สืบทายาทเป็นกระสือต่อก่อน ตนจึงจะตายได้โดยไม่ต้องทุกข์ทรมานอีกต่อไป
การปราบกระสือนั้น ไม่สามารถไล่ผีที่มาสิงสู่ออกจากร่างเหยื่อได้ ว่ากันว่าวิญญาณนั้นได้หยั่งลึกลงในใจของคน ๆ นั้น ซึ่งสังเกตได้ว่าเป็นการหยั่งลึกในขั้นที่วิญญาณ (จิตละเอียด) สามารถบังคับให้ร่างกาย (กายหยาบ) ของผู้ถูกสิงนั้นอยู่ในสภาพที่วิปลาสผิดธรรมชาติได้อย่างไม่น่าเชื่อ เช่นการถอดหัวและอวัยวะภายในให้หลุดออกมาจากร่างกาย รวมถึงการลอยตัวอยู่ในอากาศ ฉะนั้น ร่างกายของคนๆนั้นเมื่อถูกวิญญาณร้ายบังคับให้ทำในสิ่งที่หากมนุษย์ธรรมดาทำแล้วเสียชีวิต ก็เท่ากับว่ากายนั้นเป็นร่างกายที่ไร้สิ้นซึ่งความเป็นมนุษย์ เป็นร่างกายที่เสียหายและยังคงมีชีวิตอยู่ได้โดยอำนาจของวิญญาณภูติกระสือที่อยู่ในร่างเท่านั้น ถึงแม้กระสือจะถูกไล่ออกจากร่างไป แต่ร่างการนั้นก็ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างคนปกติ ดังนั้นการปราบกระสือก็เท่ากับต้องฆ่าคน ๆ นั้นไปด้วยเลย บางท้องที่เล่าว่ากระสือชราเมื่อมีการถ่ายทอดความเป็นกระสือสู่ลูกหลานรุ่นต่อไปแล้ว ตนเองจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นานก่อนจะเสียชีวิตในสภาพที่หัวกับอวัยวะภายในหลุดออกมาจากตัว ซึ่งเป็นผลพวงจากการถูกวิญญาณร้ายบังคับให้แยกออกไปหากินเมื่อครั้งยังมีกระสืออยู่ในร่าง เมื่อถ่ายทอดกระสือออกจากร่างไปแล้ว หัวกับตัวก็จะไม่สามารถต่อติดเชื่อมกันอีกต่อไป
ลักษณะของกระสือ
กระสือในรูปแบบที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก คือ เป็นผีผู้หญิงแก่ที่ล่องลอยไปพร้อมกับหัวและไส้และอวัยวะส่วนอื่น เช่น หัวใจ, ปอด และเรืองแสงได้เรือง ๆ แต่ทว่าตามนิยามของ เสฐียรโกเศศ แล้ว กระสือเป็นเพียงผีผู้หญิงแก่ที่มีเพียงหัวกับแสงเรือง ๆ เท่านั้น ไม่มีไส้หรืออวัยวะส่วนอื่นใด ซึ่งที่ของกระสือที่มีหัวกับไส้หรืออวัยวะส่วนอื่น ๆ แบบที่คุ้นเคยกันนั้น มาจากภาพวาดของ ทวี วิษณุกร ที่แต่งเติมเอาจากจินตนาการในใบปิดภาพยนตร์เรื่อง "กระสือสาว" ที่ฉายเมื่อปี พ.ศ. 2516 นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี และ พิศมัย วิไลศักดิ์
กระสือในทางวิทยาศาสตร์
กระสือมักได้รับการอธิบายในทางวิทยาศาสตร์ว่า คือ ดวงไฟที่ลุกโชนจากโมเลกุลของก๊าซมีเทนที่เกิดจากการสะสมของซากเน่าเปื่อยของอินทรียสารในนาข้าวหรือท้องทุ่ง แต่ในทัศนะของ รองศาสตราจารย์ ดร.สิรินทรเทพ เต้าประยูร นักวิชาการผู้ค้นคว้าเรื่องพลังงานแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เห็นว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะก๊าซมีเทนในนาข้าวนั้นไม่ได้มีปริมาณมากพอที่จะเกิดการลุกไหม้ อีกทั้งถ้าลุกไหม้จริงก็จะปรากฏอยู่บริเวณเฉพาะผิวหน้าของวัตถุ มิได้ลอยขึ้นไปในอากาศหรือเคลื่อนที่ได้
อีกทั้งในทางกายวิภาค ร่างกายมนุษย์เมื่อถอดส่วนหัวแล้ว อวัยวะส่วนอื่น ๆ เช่น ไส้, หัวใจ หรือปอด ก็จะไม่ติดออกมาด้วย
อิทธิพลของความเชื่อเรื่องกระสือ
ราชบัณฑิตยสถานว่า ความเชื่อเรื่องกระสือนี้มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของคนไทยโบราณหลายประการด้วยกัน เป็นต้นว่า
ผลกล้วยที่แกร็นทั้งเครือ จะเรียกว่า "กล้วยกระสือดูด"
คนตะกละกินหรือคนที่กินอย่างสวาปาม จะเรียกว่า "คนตะกละเหมือนผีกระสือ" หรือ "คนกินเหมือนผีกระสือ"
โคมชนิดหนึ่งซึ่งมีที่เปิดปิดไฟได้และมีแว่นฉายแสงไปได้วาบ ๆ เรียกว่า "โคมตาวัว" หรือ "กระสือ"
ไพลชนิดหนึ่งซึ่งเรืองแสงได้ในที่มืด เรียกว่า "ว่านกระสือ"
ที่ตำบลห้วยกะปิ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี มีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชื่อ "หนองเกษม" เดิมมีชื่อว่า "หนองกระสือ" ทั้งนี้มีเสียงร่ำลือกันว่าเมื่อปี พ.ศ. 2530 มีชาวบ้านพบเห็นกระสือที่นี่ ต่อมาจึงได้เปลี่ยนชื่อเพื่อลดความน่ากลัวลง
ที่มา: วิกิพีเดียไทย
กระสือเป็นผีชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่าสิงสู่อยู่ในตัวของคนเพศหญิงซึ่งโดยมากมักเป็นยายแก่ ชอบรับประทานของสดคาว มักออกหากินกลางคืนและไปแต่หัวกับตับไตไส้พุง ส่วนร่างกายคงทิ้งไว้ที่บ้าน เวลาไปจะเห็นเป็นดวงไฟดวงโตมีแสงสีเขียวเรืองวาม ๆ
ใครคลอดลูกใหม่ กลิ่นสดคาวของเลือดจะชักนำให้ผีกระสือมาและกินตับไตไส้พุงของหญิงที่คลอดลูกหรือของทารกที่คลอดนั้น เหตุนี้ชาวบ้านจึงมักเอาหนามพุทราสะไว้ที่ใต้ถุนเรือนตรงที่มีร่องมีรู เพื่อป้องกันมิให้กระสือเข้ามา เชื่อกันว่ากระสือกลัวหนามเกี่ยวไส้
นอกจากของสดของคาวแล้ว กระสือยังชอบรับประทานของโสโครกเช่นอุจจาระเป็นต้น เมื่อรับประทานแล้วเห็นผ้าของใครตากทิ้งค้างคืนไว้ก็เข้าไปเช็ดปาก ผ้านั้นจะปรากฏเป็นรอยเปื้อนดวง ๆ ถ้าเอาผ้านั้นไปต้มกระสือจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนปากทนไม่ไหวจนต้องมาขอร้องไม่ให้ต้มต่อไป
กระสือนั้นเมื่อเจ็บจวนจะตายก็ไม่ตายเด็ดขาด และจะต้องคายน้ำลายของตนถ่ายเข้าปากลูกหลานคนใดคนหนึ่งไว้ให้สืบทายาทเป็นกระสือต่อก่อน ตนจึงจะตายได้โดยไม่ต้องทุกข์ทรมานอีกต่อไป
การปราบกระสือนั้น ไม่สามารถไล่ผีที่มาสิงสู่ออกจากร่างเหยื่อได้ ว่ากันว่าวิญญาณนั้นได้หยั่งลึกลงในใจของคน ๆ นั้น ซึ่งสังเกตได้ว่าเป็นการหยั่งลึกในขั้นที่วิญญาณ (จิตละเอียด) สามารถบังคับให้ร่างกาย (กายหยาบ) ของผู้ถูกสิงนั้นอยู่ในสภาพที่วิปลาสผิดธรรมชาติได้อย่างไม่น่าเชื่อ เช่นการถอดหัวและอวัยวะภายในให้หลุดออกมาจากร่างกาย รวมถึงการลอยตัวอยู่ในอากาศ ฉะนั้น ร่างกายของคนๆนั้นเมื่อถูกวิญญาณร้ายบังคับให้ทำในสิ่งที่หากมนุษย์ธรรมดาทำแล้วเสียชีวิต ก็เท่ากับว่ากายนั้นเป็นร่างกายที่ไร้สิ้นซึ่งความเป็นมนุษย์ เป็นร่างกายที่เสียหายและยังคงมีชีวิตอยู่ได้โดยอำนาจของวิญญาณภูติกระสือที่อยู่ในร่างเท่านั้น ถึงแม้กระสือจะถูกไล่ออกจากร่างไป แต่ร่างการนั้นก็ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างคนปกติ ดังนั้นการปราบกระสือก็เท่ากับต้องฆ่าคน ๆ นั้นไปด้วยเลย บางท้องที่เล่าว่ากระสือชราเมื่อมีการถ่ายทอดความเป็นกระสือสู่ลูกหลานรุ่นต่อไปแล้ว ตนเองจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นานก่อนจะเสียชีวิตในสภาพที่หัวกับอวัยวะภายในหลุดออกมาจากตัว ซึ่งเป็นผลพวงจากการถูกวิญญาณร้ายบังคับให้แยกออกไปหากินเมื่อครั้งยังมีกระสืออยู่ในร่าง เมื่อถ่ายทอดกระสือออกจากร่างไปแล้ว หัวกับตัวก็จะไม่สามารถต่อติดเชื่อมกันอีกต่อไป
ลักษณะของกระสือ
กระสือในรูปแบบที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก คือ เป็นผีผู้หญิงแก่ที่ล่องลอยไปพร้อมกับหัวและไส้และอวัยวะส่วนอื่น เช่น หัวใจ, ปอด และเรืองแสงได้เรือง ๆ แต่ทว่าตามนิยามของ เสฐียรโกเศศ แล้ว กระสือเป็นเพียงผีผู้หญิงแก่ที่มีเพียงหัวกับแสงเรือง ๆ เท่านั้น ไม่มีไส้หรืออวัยวะส่วนอื่นใด ซึ่งที่ของกระสือที่มีหัวกับไส้หรืออวัยวะส่วนอื่น ๆ แบบที่คุ้นเคยกันนั้น มาจากภาพวาดของ ทวี วิษณุกร ที่แต่งเติมเอาจากจินตนาการในใบปิดภาพยนตร์เรื่อง "กระสือสาว" ที่ฉายเมื่อปี พ.ศ. 2516 นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี และ พิศมัย วิไลศักดิ์
กระสือในทางวิทยาศาสตร์
กระสือมักได้รับการอธิบายในทางวิทยาศาสตร์ว่า คือ ดวงไฟที่ลุกโชนจากโมเลกุลของก๊าซมีเทนที่เกิดจากการสะสมของซากเน่าเปื่อยของอินทรียสารในนาข้าวหรือท้องทุ่ง แต่ในทัศนะของ รองศาสตราจารย์ ดร.สิรินทรเทพ เต้าประยูร นักวิชาการผู้ค้นคว้าเรื่องพลังงานแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เห็นว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะก๊าซมีเทนในนาข้าวนั้นไม่ได้มีปริมาณมากพอที่จะเกิดการลุกไหม้ อีกทั้งถ้าลุกไหม้จริงก็จะปรากฏอยู่บริเวณเฉพาะผิวหน้าของวัตถุ มิได้ลอยขึ้นไปในอากาศหรือเคลื่อนที่ได้
อีกทั้งในทางกายวิภาค ร่างกายมนุษย์เมื่อถอดส่วนหัวแล้ว อวัยวะส่วนอื่น ๆ เช่น ไส้, หัวใจ หรือปอด ก็จะไม่ติดออกมาด้วย
อิทธิพลของความเชื่อเรื่องกระสือ
ราชบัณฑิตยสถานว่า ความเชื่อเรื่องกระสือนี้มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของคนไทยโบราณหลายประการด้วยกัน เป็นต้นว่า
ผลกล้วยที่แกร็นทั้งเครือ จะเรียกว่า "กล้วยกระสือดูด"
คนตะกละกินหรือคนที่กินอย่างสวาปาม จะเรียกว่า "คนตะกละเหมือนผีกระสือ" หรือ "คนกินเหมือนผีกระสือ"
โคมชนิดหนึ่งซึ่งมีที่เปิดปิดไฟได้และมีแว่นฉายแสงไปได้วาบ ๆ เรียกว่า "โคมตาวัว" หรือ "กระสือ"
ไพลชนิดหนึ่งซึ่งเรืองแสงได้ในที่มืด เรียกว่า "ว่านกระสือ"
ที่ตำบลห้วยกะปิ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี มีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชื่อ "หนองเกษม" เดิมมีชื่อว่า "หนองกระสือ" ทั้งนี้มีเสียงร่ำลือกันว่าเมื่อปี พ.ศ. 2530 มีชาวบ้านพบเห็นกระสือที่นี่ ต่อมาจึงได้เปลี่ยนชื่อเพื่อลดความน่ากลัวลง
ที่มา: วิกิพีเดียไทย
เรื่องเล่าขนหัวลุก กับเรื่องผีในมหาวิทยาลัย 11 แห่ง จากกระทู้ใน Pantip.com ตอนที่ 2
2. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)
- ตึกวิทยาศาสตร์เก่า
เค้าว่าตึกนี้เฮี้ยนทั้งตึก ไล่ตั้งแต่หน้าตึกเลย จะมีชุดครุยใส่ตู้กระจกอยู่ คำนวณจากภายนอกเก่าพอสมควร เห็นว่าเป็นชุดของนักศึกษาคนหนึ่งที่เกิดเสียชีวิตในวันรับปริญญา เลยนำชุดของเธอมาตั้งไว้หน้าตึกให้วิญญาณสงบ ขึ้นมาข้างบนชั้น 13 เคยมีอาจารย์หัวใจวายตายที่ชั้นนั้น ดึก ๆ อยากรู้มีจริงไหมให้ลองไปเดินแล้วพูด "อาจารย์ เอายาแก้โรคหัวใจมาให้" จุดที่หนักสุดหลาย ๆ คนยกให้ห้องน้ำชั้น 5 ถ้าเข้าคนเดียวจะได้ยินเสียงเคาะประตู บางคนใครดวงดีจริง ๆ ถึงขั้นได้ยินเสียงร้องไห้
- สนามบาส
เคยมีเดือนมหาวิทยาลัยคนหนึ่งได้เสียชีวิต เดือนคนนี้เป็นนักบาสด้วย ช่วงที่เค้าตายใหม่ ๆ มีคนเล่าว่าเห็นเดือนคนนี้เล่นบาสอยู่ในสนาม เห็นว่าถ้าอยากเจอให้มาเล่นบาสคนเดียวดึก ๆ แล้วจะได้ยินเสียงเดาะบาสเพิ่มขึ้นมาโดยที่ไม่ใช่เสียงจากลูกบาสของเรา
- ป้ายแม่ตะเคียน
นี่คือเรื่องที่พีคที่สุดของมหาวิทยาลัยนี้เลยก็ว่าได้ จะมีต้นไม้ใหญ่อยู่แถว ๆ ตึกวิทย์เก่า ที่ต้นไม้นั้นจะมีป้ายไม้เล็ก ๆ อยู่ป้ายหนึ่ง (สังเกตไม่ยาก เพราะของไหว้เพียบ) เล่าว่าป้ายนี้ทำมาจากไม้ตะเคียนและมีนางตะเคียนสถิตอยู่ข้างใน เคยมีนักศึกษากลุ่มหนึ่งไปถ่ายรายการแล้วจุดธูป 1 ดอก หนึ่งในนั้นถึงกับร้องไห้แตกขึ้นมากลางวง เธอเล่าให้ฟังทีหลังว่าระหว่างที่จุดธูปไหว้อยู่ เธอเห็นผู้หญิงแต่งตัวแบบโบราณ หน้าขาวปากแดงอยู่ใต้ป้ายไม้ดังกล่าว แล้วหญิงโบราณคนนี้ก็ลอยพุ่งเข้ามาอยู่ตรงหน้าเธอ จากนั้นเธอก็อึดอัด หายใจไม่ออก จนต้องร้องไห้ออกมา
- ตึกวิทยาศาสตร์เก่า
เค้าว่าตึกนี้เฮี้ยนทั้งตึก ไล่ตั้งแต่หน้าตึกเลย จะมีชุดครุยใส่ตู้กระจกอยู่ คำนวณจากภายนอกเก่าพอสมควร เห็นว่าเป็นชุดของนักศึกษาคนหนึ่งที่เกิดเสียชีวิตในวันรับปริญญา เลยนำชุดของเธอมาตั้งไว้หน้าตึกให้วิญญาณสงบ ขึ้นมาข้างบนชั้น 13 เคยมีอาจารย์หัวใจวายตายที่ชั้นนั้น ดึก ๆ อยากรู้มีจริงไหมให้ลองไปเดินแล้วพูด "อาจารย์ เอายาแก้โรคหัวใจมาให้" จุดที่หนักสุดหลาย ๆ คนยกให้ห้องน้ำชั้น 5 ถ้าเข้าคนเดียวจะได้ยินเสียงเคาะประตู บางคนใครดวงดีจริง ๆ ถึงขั้นได้ยินเสียงร้องไห้
- สนามบาส
เคยมีเดือนมหาวิทยาลัยคนหนึ่งได้เสียชีวิต เดือนคนนี้เป็นนักบาสด้วย ช่วงที่เค้าตายใหม่ ๆ มีคนเล่าว่าเห็นเดือนคนนี้เล่นบาสอยู่ในสนาม เห็นว่าถ้าอยากเจอให้มาเล่นบาสคนเดียวดึก ๆ แล้วจะได้ยินเสียงเดาะบาสเพิ่มขึ้นมาโดยที่ไม่ใช่เสียงจากลูกบาสของเรา
- ป้ายแม่ตะเคียน
นี่คือเรื่องที่พีคที่สุดของมหาวิทยาลัยนี้เลยก็ว่าได้ จะมีต้นไม้ใหญ่อยู่แถว ๆ ตึกวิทย์เก่า ที่ต้นไม้นั้นจะมีป้ายไม้เล็ก ๆ อยู่ป้ายหนึ่ง (สังเกตไม่ยาก เพราะของไหว้เพียบ) เล่าว่าป้ายนี้ทำมาจากไม้ตะเคียนและมีนางตะเคียนสถิตอยู่ข้างใน เคยมีนักศึกษากลุ่มหนึ่งไปถ่ายรายการแล้วจุดธูป 1 ดอก หนึ่งในนั้นถึงกับร้องไห้แตกขึ้นมากลางวง เธอเล่าให้ฟังทีหลังว่าระหว่างที่จุดธูปไหว้อยู่ เธอเห็นผู้หญิงแต่งตัวแบบโบราณ หน้าขาวปากแดงอยู่ใต้ป้ายไม้ดังกล่าว แล้วหญิงโบราณคนนี้ก็ลอยพุ่งเข้ามาอยู่ตรงหน้าเธอ จากนั้นเธอก็อึดอัด หายใจไม่ออก จนต้องร้องไห้ออกมา
ตำเตือน
เป็นความเชื่อส่วนบุคคล บทความนี้เล่าเพื่อความบันเทิง โปรดใช้วิจารณ์ญาณ
วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2559
ตำนานผีไทย ตอน แม่นาค พระโขนง
ประวัติความเป็นมา
ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์
ความเชื่อของคนไทย
ที่มา: วิกิพีเดียไทย
มีสามีภรรยาหนุ่มสาวคู่หนึ่ง อาศัยอยู่ด้วยกันที่ย่านพระโขนง สามีชื่อนายมาก ส่วนภรรยาชื่อนางนาก ทั้งสองใช้ชีวิตคู่ร่วมกันจนนางนากตั้งครรภ์อ่อน ๆ นายมากก็มีหมายเรียกให้ไปเป็นทหารประจำการที่บางกอก นางนากจึงต้องอยู่ตามลำพัง
เวลาผ่านไป ท้องของนางนากก็ยิ่งโตขึ้นเรื่อยๆ จนครบกำหนดคลอด หมอตำแยก็มาทำคลอดให้ ทว่าลูกของนางนากไม่ยอมกลับหัว จึงไม่สามารถคลอดออกมาตามธรรมชาติ ยังผลให้นางนากเจ็บปวดเป็นยิ่งนัก และในที่สุดนางนากก็ทานความเจ็บปวดไว้ไม่ไหว สิ้นใจไปพร้อมกับลูกในท้อง กลายเป็นผีตายทั้งกลม
หลังจากนั้น ศพของนางนากได้ถูกนำไปฝังไว้ยังป่าช้าท้ายวัดมหาบุศย์ ส่วนนายมากเมื่อปลดประจำการก็กลับจากบางกอกมายังพระโขนงโดยที่ยังไม่ทราบความว่าเมียของตัวได้หาชีวิตไม่แล้ว นายมากกลับมาถึงในเวลาเข้าไต้เข้าไฟพอดี จึงไม่ได้พบชาวบ้านเลย เนื่องจากบริเวณบ้านของนางนาก หลังจากที่นางนากตายไปก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เพราะกลัวผีนางนากซึ่งต่างก็เชื่อกันว่าวิญญาณของผีตายทั้งกลมนั้นเฮี้ยน และมีความดุร้ายเป็นยิ่งนัก
ครั้นเมื่อนายมากกลับมาอยู่ที่บ้าน ผีนางนากก็คอยพยายามรั้งนายมากให้อยู่ที่บ้านตลอดเวลา ไม่ให้ออกไปพบใคร เพราะเกรงว่านายมากจะรู้ความจริงจากชาวบ้าน นายมากก็เชื่อเมีย เพราะรักเมีย ไม่ว่าใครที่มาพบเจอนายมากจะบอกนายมากอย่างไร นายมากก็ไม่เชื่อว่าเมียตัวเองตายไปแล้ว จนวันหนึ่งขณะที่นางนากตำน้ำพริกอยู่บนบ้าน นางนากทำมะนาวตกลงไปใต้ถุนบ้าน ด้วยความรีบร้อน นางจึงเอื้อมมือยาวลงมาจากร่องบนพื้นเรือนเพื่อเก็บมะนาวที่อยู่ใต้ถุนบ้าน นายมากขณะนั้น บังเอิญผ่านมาเห็นพอดี จึงปักใจเชื่ออย่างเต็มร้อย ว่าเมียตัวเองเป็นผีตามที่ชาวบ้านว่ากัน
นายมากวางแผนหลบหนีผีนางนาก โดยการแอบเจาะตุ่มใส่น้ำให้รั่วแล้วเอาดินอุดไว้ ตกกลางคืนทำทีเป็นไปปลดทุกข์เบา แล้วแกะดินที่อุดตุ่มไว้ให้น้ำไหลออกเหมือนคนปลดทุกข์เบา จากนั้นจึงแอบหนีไป นางนากเมื่อเห็นผิดสังเกตจึงออกมาดู ทำให้รู้ว่าตัวเองโดนหลอก จึงตามนายมากไปทันที นายมากเมื่อเห็นผีนางนากตามมาจึงหนีเข้าไปหลบอยู่ในดงหนาด นางนากไม่สามารถทำอะไรได้เพราะผีกลัวใบหนาด นายมากหนีไปพึ่งพระที่วัด นางนากไม่ลดละพยายาม ด้วยความที่เจ็บใจชาวบ้านที่คอยยุแยงตะแคงรั่วผัวตัวเองอีกประการหนึ่ง ทำให้นางนากออกอาละวาดหลอกหลอนชาวบ้านจนหวาดกลัวกันไปทั้งบาง ซึ่งความเฮี้ยนของนางนาก ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ถูกฝังไว้ระหว่างต้นตะเคียนคู่นั่นเอง ในที่สุด นางนากก็ถูกหมอผีฝีมือดีจับใส่หม้อถ่วงน้ำ จึงสงบไปได้พักใหญ่
จนกระทั่งตายายคู่หนึ่งที่ไม่รู้เรื่องเพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ เก็บหม้อที่ถ่วงนางนากได้ขณะทอดแหจับปลา นางนากจึงถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ถูกสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สยบลงได้ กะโหลกศีรษะส่วนหน้าผากของนางนากถูกเคาะออกมาทำหัวปั้นเหน่ง เพื่อเป็นการสะกดวิญญาณ และนำนางนากสู่สุคติ หลังจากนั้น ปั้นเหน่งชิ้นนั้นก็ตกทอดไปยังเจ้าของอื่น ๆ อีกหลายมือ ตำนานรักของนางนาก นับเป็นตำนานรักอีกเรื่องหนึ่งที่ประทับใจผู้ฟังอย่างไม่รู้จบ กับความรักที่มั่นคงของนางนากที่มีต่อสามี ที่แม้แต่ความตายก็มิอาจพรากหัวใจรักของนางไปได้
เอนก นาวิกมูล ผู้ศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ไทยได้ค้นคว้าเอกสารร่วมสมัยเกี่ยวกับเรื่องแม่นากพระโขนงนี้ พบว่า จากหนังสือพิมพ์สยามประเภทฉบับวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2442 ของ ก.ศ.ร. กุหลาบน่าจะมาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 3 ของ อำแดงนาก ลูกสาวกำนันตำบลพระโขนงชื่อ ขุนศรี ที่ตายลงขณะยังตั้งท้อง และทางฝ่ายลูก ๆ ของอำแดงนากก็เกรงว่าบิดาของตน (สามีแม่นาก) จะไปแต่งงานมีภรรยาใหม่ และต้องถูกแบ่งทรัพย์สิน จึงรวมตัวกันแสร้งทำเป็นผีหลอกผู้คนที่ผ่านไปมาด้วยการขว้างหินใส่เรือผู้ที่สัญจรไปมาในเวลากลางคืนบ้าง หรือทำวิธีต่าง ๆ นานา เพื่อให้คนเชื่อว่าผีของมารดาตนเองเฮี้ยน และพบว่าสามีของอำแดงนาก ไม่ใช่ชื่อ มาก แต่มีชื่อว่า นายชุ่ม ทศกัณฐ์ (เพราะเป็นนักแสดงในบท ทศกัณฐ์) และพบว่า คำว่า แม่นาก เขียนด้วยตัวสะกด ก ไก่ (ไม่ใช่ ค ควาย) แต่การที่สามีแม่นากได้ชื่อเป็น มาก เกิดขึ้นครั้งแรกจากบทประพันธ์เรื่อง "อีนากพระโขนง" ซึ่งเป็นบทละครร้อง ในปี พ.ศ. 2454 โดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์
และ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เคยทรงครอบครองกระดูกหน้าผากของแม่นากนี้ด้วยเช่นกัน โดยไม่ทราบว่าใครเป็นผู้นำมาถวาย
ความเชื่อของคนไทย
เรื่องราวของแม่นากพระโขนงปรากฏอยู่ทั่วไปตามความเชื่อของคนไทยร่วมสมัยและตราบจนปัจจุบัน เช่น เชื่อว่าชื่อสี่แยกมหานาค ที่เขตดุสิตในปัจจุบัน มาจากการที่แม่นากอาละวาดขยายตัวให้ใหญ่ และล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ก็ยังเคยเสด็จทอดพระเนตรด้วย หรือ เชื่อว่าพระรูปที่มาปราบแม่นากได้นั้นคือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นต้น อีกทั้งยังเชื่อว่าท่านเป็นคนเจาะกะโหลกที่หน้าผากของแม่นากทำเป็นปั้นเหน่ง เพื่อสะกดวิญญาณแม่นาก และได้สร้างห้องเพื่อเก็บปั้นเหน่งชิ้นนี้ไว้ต่างหาก หรือหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ยังได้เขียนบันทึกเอาไว้ว่า เมื่อ พ.ศ. 2468 ซึ่งเป็นสมัยที่ท่านยังเป็นเด็ก ท่านเคยเห็นเรือนของแม่นากด้วย เป็นเรือนลักษณะเหมือนเรือนไทยภาคกลางทั่วไปอยู่ติดริมคลองพระโขนง มีเสาเรือนสูง มีห้องครัวอยู่ด้านหลัง ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว
ถึงอย่างไร ความเชื่อเรื่องแม่นากพระโขนง ก็ยังปรากฏอยู่ในความเชื่อของคนไทย ณ วัดมหาบุศย์ เขตสวนหลวง ปัจจุบันนี้ มีศาลแม่นากตั้งอยู่ ซึ่งเป็นที่สักการบูชาอย่างมากของบุคคลในและนอกพื้นที่ โดยบุคคลเหล่านี้จะเรียกแม่นากด้วยความเคารพว่า "ย่านาก" บ้างก็เชื่อกันว่าแม่นากได้ไปเกิดใหม่แล้ว
และเชื่อว่ายังมีผู้สืบเชื้อสายจากแม่นากมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในนั้น คือ พีท ทองเจือ ดารานักแสดงชื่อดัง
และสิ่งที่เชื่อว่าเป็นปั้นเหน่งที่ทำจากหน้าผากกะโหลกแม่นาก ปัจจุบันถูกครอบครองโดยนักสะสมพระเครื่องผู้หนึ่ง
ที่มา: วิกิพีเดียไทย
เรื่องเล่าขนหัวลุก กับเรื่องผีในมหาวิทยาลัย 11 แห่ง จากกระทู้ใน Pantip.com ตอนที่ 1
1. มหาวิทยาลัยรังสิต
มหาวิทยาลัยรังสิต นับเป็นมหาวิทยาลัยที่เรียกได้ว่ามีผีเยอะที่สุดในกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็ว่าได้ จากข้อมูลที่ผู้มีสัมผัสทางวิญญาณท่านหนึ่งได้เคยอธิบายเอาไว้ บริเวณเมืองเอก (ชื่อสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยรังสิต) มีลักษณะพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ นัยว่าไม่ดีตามหลักฮวงจุ้ย อีกทั้งยังเต็มไปด้วยบ้านถูกปล่อยทิ้งร้างไร้ผู้ดูแล (เช่นบ้านร้าง 9 หลัง และบ้านร้างบันไดแดงสุดโด่งดังของคนชอบลองของทั้งหลาย) ซึ่งผู้มีสัมผัสทางวิญญาณท่านนี้ก็ได้เล่าว่าบ้านร้างเหล่านี้เอง ที่จะเรียกพวกภูติ ผี สัมภเวสีเร่ร่อนมาอยู่อาศัย กลับมาเรื่องสยองของมหาวิทยาลัยรังสิตกันต่อ บอกได้เลย ว่าเยอะกว่าที่ไหน ๆ
- ลิฟต์ตึก 3
ตึก 3 นับได้ว่าเป็นตึกที่เก่าที่สุดเป็นอันดับ 2 ของมหาวิทยาลัย ลิฟต์ที่ตึกตอนกลางวันจะใช้งานได้ปกติธรรมดา แต่ตกกลางคืน ลิฟต์จะเปิดเองเป็นประจำ (ถ้าจะบอกว่าลิฟต์มันเสีย ทำไมมาเจาะจงเสียเฉพาะตอนกลางคืนล่ะ ?) หากเรากดชั้นไหน มันจะไม่ค่อยยอมไปตามชั้นที่เรากด เช่น กดชั้น 6 ลิฟต์ดันจอดชั้น 5 (ซึ่งชั้น 5 เป็นชั้นของนิติศาสตร์ เคยมีคนเห็นผู้หญิงชุดขาวในกระจกข้างลิฟต์เป็นประจำ ทั้ง ๆ ที่ข้างลิฟต์ชั้นนั้นมันไม่มีกระจก !! ตัวเราก็เคยประสบกับตัวเช่นกัน ยืนรอเพื่อนอยู่ชั้น 5 ตรงริมทางเดิน สักพักก็ได้ยินเสียงคนเดินอยู่ที่ริมทางเดินของอีกฝั่ง พยายามไม่คิดอะไรบอกตัวเองว่าคงหูฝาด แต่เสียงเดินที่ว่ามันดันใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ทีนี้เลยไม่รอแล้วเพื่อน ขอลงก่อนโดยฉับพลัน)
- ตึก 3 ห้อง 508
พี่ยามที่ตึกแกเล่าให้ฟังว่า วันดีคืนดี จะเห็นเครื่องเซ่นวางอยู่ในห้อง ไม่รู้ว่าใครเอามาวางไว้ และพอเช้า เครื่องเซ่นที่ว่าจะหายไปดื้อ ๆ โดยไร้สาเหตุ
- ห้องน้ำหญิง ตึก 5 (วิศวะฯ)
เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นแค่ตำนาน แต่มันคือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เมื่อนักศึกษาหญิงคนหนึ่งได้ถูกแฟนหนุ่มใหญ่ลากออกมาจากห้องสอบ (สาเหตุคงเรื่องหึงหวง) ฝ่ายชายลากฝ่ายหญิงเข้าไปเคลียร์กันในห้องน้ำ มีเสียงทะเลาะโวยวายกันได้สักพัก ฝ่ายชายก็เอาปืนยิงฝ่ายหญิงก่อนที่จะยิงตัวเองตายตาม ช่วงเกิดเรื่องใหม่ ๆ นี่บอกเลยว่าหลอนโคตร มีคนได้ยินเสียงทะเลาะกันตามด้วยเสียงปืนเวลาเดิม ๆ แทบทุกวัน (เค้าว่าคนที่ฆ่าตัวตายจะต้องติดอยู่ในลูป ทำเหตุการณ์ซ้ำตอนที่ตายเหมือนเดิมไปเรื่อย ๆ) ห้องน้ำห้องที่ว่าปกติก็น่ากลัวอยู่แล้ว ตั้งอยู่ตรงทางสามแพร่ง พอเกินเรื่องก็มีสายสิญจน์มาพันรอบ ๆ อีก บอกเลยว่าเดือด
- ลานจอดรถตึก 10
เป็นเหตุการณ์ที่เกิดกับนักศึกษาคณะภาพยนตร์กลุ่มหนึ่งที่กำลังถ่ายหนังผีกันอยู่ ขณะถ่ายทำน้องคนที่เป็นผู้กำกับเห็นทีมงานตัวเองคนหนึ่งยืนขวางอยู่ในเฟรม ก็เลยตะโกนบอกให้หลบ ไอ้คนที่ยืนขวางก็มึนยืนเฉยไม่สนอะไร ตาผู้กำกับคนนี้ก็เลยโมโหลุกเดินไปด่าไปเตรียมเอาเรื่องเต็มที่ แต่พอเดินไปถึง คน ๆ นั้นที่ยืนขวางก็หันมายิ้มแล้วกระโดดตึกร่วงลงหายไปเลย (ตั้งใจจะถ่ายหนังผีดันเจอผีจริง ๆ กลายเป็นตำนานไปพักนึงเลยทีเดียว)
ตำเตือน
เป็นความเชื่อส่วนบุคคล บทความนี้เล่าเพื่อความบันเทิง โปรดใช้วิจารณ์ญาณ
ตำเตือน
เป็นความเชื่อส่วนบุคคล บทความนี้เล่าเพื่อความบันเทิง โปรดใช้วิจารณ์ญาณ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
